สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับสู่เวบเพจของ “คลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)” หวังว่าทุกท่านที่ได้เข้ามาเยี่ยมชมคงได้รับประโยชน์จากเวบเพจนี้
แนะนำคลินิก
ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง เป็นส่วนหนึ่งของคลินิกบ้านรักสัตว์ ตั้งขึ้นมาเพื่อให้บริการบำบัดรักษาโรคผิวหนังสัตว์ ตั้งแต่ระดับเบื้องต้น จนถึงระดับการตรวจรักษาที่มีความยุ่งยากซับซ้อน รวมทั้ง ยังให้บริการรับส่งต่อเพื่อการตรวจรักษาต่อเนื่องในรายที่มีปัญหาโรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังที่มีความยุ่งยากซับซ้อนจากคลินิก หรือโรงพยาบาลสัตว์อื่นอีกด้วย
ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง ดำเนินการตรวจ และรักษาโดย “น.สพ. รังสรรค์ สกุลพลอย สพ.บ. Cert Vet Dermatology”
การ บริการของทางศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง จะให้บริการด้านโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง แบบครบวงจร ตั้งแต่โรคผิวหนังเบื้องต้น เช่นโรคผิวหนังที่เกิดจากการติดเชื้อ หรือปรสิต จนถึงโรคที่ต้องการ การตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่มีความยุ่งยากซับซ้อน เช่น โรคภูมิแพ้ โรคมะเร็งหรือเนื้องอกของผิวหนัง โรคผิวหนังที่เกิดจากความบกพร่องของฮอร์โมนหรือระบบภูมิค้มกัน รวมถึงโรคติดเชื้อของผิวหนัง หูอักเสบ โรคของเท้าที่เป็นๆหายๆ หรือไม่ยอมหายขาด
ขั้นตอนการรักษาโรคผิวหนังของทางศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง จะกระทำในแนวทางเดียวกับที่กระทำกันในประเทศออสเตรเลีย โดยจะเน้นไปที่การเจาะลึกไปถึงสาเหตุของโรคทั้ง สาเหตุหลัก และสาเหตุที่ซ่อนอยู่ควบคู่ไปกับการรักษา เพื่อให้เกิดประสิทธิการรักษาที่สูงที่สุด มีผลข้างเคียงจากการรักษาน้อยที่สุด รวมทั้งประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด
ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง ดำเนินการตรวจ และรักษาโดย “น.สพ. รังสรรค์ สกุลพลอย สพ.บ. Cert Vet Dermatology”
การ บริการของทางศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง จะให้บริการด้านโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง แบบครบวงจร ตั้งแต่โรคผิวหนังเบื้องต้น เช่นโรคผิวหนังที่เกิดจากการติดเชื้อ หรือปรสิต จนถึงโรคที่ต้องการ การตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่มีความยุ่งยากซับซ้อน เช่น โรคภูมิแพ้ โรคมะเร็งหรือเนื้องอกของผิวหนัง โรคผิวหนังที่เกิดจากความบกพร่องของฮอร์โมนหรือระบบภูมิค้มกัน รวมถึงโรคติดเชื้อของผิวหนัง หูอักเสบ โรคของเท้าที่เป็นๆหายๆ หรือไม่ยอมหายขาด
ขั้นตอนการรักษาโรคผิวหนังของทางศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง จะกระทำในแนวทางเดียวกับที่กระทำกันในประเทศออสเตรเลีย โดยจะเน้นไปที่การเจาะลึกไปถึงสาเหตุของโรคทั้ง สาเหตุหลัก และสาเหตุที่ซ่อนอยู่ควบคู่ไปกับการรักษา เพื่อให้เกิดประสิทธิการรักษาที่สูงที่สุด มีผลข้างเคียงจากการรักษาน้อยที่สุด รวมทั้งประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด
การบริการของเรา
การบริการของทางศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยงประกอบด้วย
· การตรวจทางเซลล์วิทยา (Cytology)
· การตรวจเชื้อรา โดยวิธี KOH preparation, Wood’s lamp examination, และ Fungal Culture
· การทดสอบการแพ้น้ำลายหมัด (Flea bite hypersensitivity testing)
· การทดสอบการเกิดโรคผิวหนังเนื่อง จากอาหาร (Adverse food reaction testing)
· การทดสอบการเกิดปฏิกิริยากับสาร ภูมิแพ้ในอากาศ (Aeroallergen Testing)
· การตัดชิ้นเนื้อของผิวหนังที่มี ปัญหา เพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา (Skin Biopsy for Dermatohistopathology)
· การทดสอบระดับฮอร์โมน เพื่อการวินิจฉัยโรคผิวหนังที่เกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมน (Hormonal Assay for Skin disease due to Endocrinopathy)
· การรักษาโรคภูมิแพ้ โดยการ Immunotherapy
· การตรวจโรคหู โดยการทำ Otoscopic examination
· การรักษาโรคหูอักเสบ โดยการทำ Ear Flushing technique
· การตรวจทางเซลล์วิทยา (Cytology)
· การตรวจเชื้อรา โดยวิธี KOH preparation, Wood’s lamp examination, และ Fungal Culture
· การทดสอบการแพ้น้ำลายหมัด (Flea bite hypersensitivity testing)
· การทดสอบการเกิดโรคผิวหนังเนื่อง จากอาหาร (Adverse food reaction testing)
· การทดสอบการเกิดปฏิกิริยากับสาร ภูมิแพ้ในอากาศ (Aeroallergen Testing)
· การตัดชิ้นเนื้อของผิวหนังที่มี ปัญหา เพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา (Skin Biopsy for Dermatohistopathology)
· การทดสอบระดับฮอร์โมน เพื่อการวินิจฉัยโรคผิวหนังที่เกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมน (Hormonal Assay for Skin disease due to Endocrinopathy)
· การรักษาโรคภูมิแพ้ โดยการ Immunotherapy
· การตรวจโรคหู โดยการทำ Otoscopic examination
· การรักษาโรคหูอักเสบ โดยการทำ Ear Flushing technique
ที่ตั้งคลินิก
66/36 หมู่บ้านนิศาชล ซ. บางแวก79 ถ. บางแวก (จรัลฯ13)
แขวงคลองขวาง เขตภาษีเจริญ กทม 10160
โทร. 064-253-5695
แขวงคลองขวาง เขตภาษีเจริญ กทม 10160
โทร. 064-253-5695
มือถือ 064-253-5695 (เปิดเครื่องรับสาย 8.00 น. - 20.00น.)
E-mail: allergyvet@yahoo.com
LINE : allergyskinvet
Facebook: facebook.com/allergyskinvet และ http://www.facebook.com/allergydermvet
พิกัด GPS : 13.741167,100.422598 (บนแผนที่ของ Google)
แผนที่ของคลิินิก: ให้ ก็อปปี้ "13.741167,100.422598" แล้วไป paste ลงที่ช่อง ค้นหา maps ของ http://maps.google.co.th/maps?hl=th&tab=wl คุณพบแผนที่ของคลินิก
จากนั้นคุณสามารถค้นหาเส้นทางมาที่คลินิกได้จาก link ที่อยู่ด้านซ้ายของแผนที่
สำหรับท่านที่ใช้ GPS ของ Garmin ให้ใช้พิกัด N:13 ํ 44.469' E:100 ํ 25.361'
แผนที่ของคลิินิก: ให้ ก็อปปี้ "13.741167,100.422598" แล้วไป paste ลงที่ช่อง ค้นหา maps ของ http://maps.google.co.th/maps?hl=th&tab=wl คุณพบแผนที่ของคลินิก
จากนั้นคุณสามารถค้นหาเส้นทางมาที่คลินิกได้จาก link ที่อยู่ด้านซ้ายของแผนที่
สำหรับท่านที่ใช้ GPS ของ Garmin ให้ใช้พิกัด N:13 ํ 44.469' E:100 ํ 25.361'
การตรวจรักษาจะรับเฉพาะในรายที่โทรนัดเท่านั้นครับ ถ้าสนใจโทรนัดได้ที่ 064-253-5695 ครับ
ติดต่อกับผมได้ที่โทร 064-253-5695
LINE : allergyskinvet และที่
Facebook: http://www.facebook.com/allergyskinvet
และ http://www.facebook.com/allergydermvet ครับ
เวลาทำการ
อาทิตย์ 13.00-20.30น.
จันทร์-ศุกร์ 11.00-14.00น. และ 17.00-20.30 น. (ช่วงโรงเรียนเปิดเทอม หมอต้องออกไปรับลูก)
เสาร์ เฉพาะนัดล่วงหน้าเท่านั้น (ถ้าไม่มีใครนัด หมอขอปิดทำการ เพื่อพาลูกไปเที่ยว)
เนื่องจาก ปัจจุบันเจ้าของสัตว์หลายๆรายจะอยู่ไกลจากคลินิกมาก ประกอบกับช่วงนี้ตัวหมอเองมีความจำเป็นบางอย่าง ที่อาจจำเป็นต้องปิดทำการเพื่อออกไปทำธุระ
จึงใคร่ขอรบกวนให้ช่วยโทรนัดล่วงหน้า เพื่อจะได้ไม่มาแล้วเสียเที่ยว
ทางคลินิกต้องขออภัยมา ณ. ที่นี้
จันทร์-ศุกร์ 11.00-14.00น. และ 17.00-20.30 น. (ช่วงโรงเรียนเปิดเทอม หมอต้องออกไปรับลูก)
เสาร์ เฉพาะนัดล่วงหน้าเท่านั้น (ถ้าไม่มีใครนัด หมอขอปิดทำการ เพื่อพาลูกไปเที่ยว)
เนื่องจาก ปัจจุบันเจ้าของสัตว์หลายๆรายจะอยู่ไกลจากคลินิกมาก ประกอบกับช่วงนี้ตัวหมอเองมีความจำเป็นบางอย่าง ที่อาจจำเป็นต้องปิดทำการเพื่อออกไปทำธุระ
จึงใคร่ขอรบกวนให้ช่วยโทรนัดล่วงหน้า เพื่อจะได้ไม่มาแล้วเสียเที่ยว
ทางคลินิกต้องขออภัยมา ณ. ที่นี้
ติดต่อกับผมได้ที่โทร 064-253-5695
LINE : allergyskinvet และที่
Facebook: http://www.facebook.com/allergyskinvet
และ http://www.facebook.com/allergydermvet ครับ
ราคาค่าบริการสำหรับการรักษาโรคผิวหนังของทางศูนย์โรคภูมิแพ้และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง
ราคาค่าบริการสำหรับโรคผิวหนังทั่วไป และโรคภูมิแพ้
+ค่าตรวจ + ค่าตรวจโรคผิวหนัง 200 บาท
+ค่าตรวจ + ค่าตรวจโรคผิวหนัง 200 บาท
+ค่าตรวจเพิ่มเติมที่อาจจำเป็น จะแจ้งราคาให้ทราบเมื่อจำเป็นต้องทำการตรวจ
+ค่ายารักษา ขึ้นกับชนิดของตัวยา ปริมาณยาที่ใช้ และตัวสัตว์ป่วยแต่ละตัว
ค่าใช้จ่ายสำหรับโรคขี้เรื้อนรูขุมขน (สุนัขน้ำหนักตัวไม่เกิน 16 กิโลกรัม)
+ค่าตรวจทั่วไป + ค่าตรวจโรคผิวหนัง 200 บาท
+ค่ายาที่ใช้รักษา 1,200 บาทต่อ 1 เดือน
+ค่ายาอื่นๆที่อาจต้องใช้ ขึ้นกับชนิดของตัวยา ปริมาณยาที่ใช้ และตัวสัตว์ป่วยแต่ละตัว
+ค่ายารักษา ขึ้นกับชนิดของตัวยา ปริมาณยาที่ใช้ และตัวสัตว์ป่วยแต่ละตัว
ค่าใช้จ่ายสำหรับโรคขี้เรื้อนรูขุมขน (สุนัขน้ำหนักตัวไม่เกิน 16 กิโลกรัม)
+ค่าตรวจทั่วไป + ค่าตรวจโรคผิวหนัง 200 บาท
+ค่ายาที่ใช้รักษา 1,200 บาทต่อ 1 เดือน
+ค่ายาอื่นๆที่อาจต้องใช้ ขึ้นกับชนิดของตัวยา ปริมาณยาที่ใช้ และตัวสัตว์ป่วยแต่ละตัว
สำหรับท่านที่ไม่ชอบพกเงินสด
😀
😀 ตอนนี้ทางคลินิกได้เพิ่มช่องทางการชำระเงินโดยใช้ การโอนเงินผ่าน Promtpay, การใช้ QR Code (ไม่ค่าโอนถ้าใช้บัญชี Promptpay) และรับชำระเงินด้วยบัตรเครดิต(คิดค่าธรรมเนียมการใช้บัตร 3%) ได้แล้วครับ
😁
😁
เส้นทางมาที่คลินิก
คลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 66/36 หมู่บ้านนิศาชล ซ. บางแวก79 ถ. บางแวก (จรัลฯ13)
แขวงคลองขวาง เขตภาษีเจริญ กทม 10160
การเดินทางมาที่คลินิกบ้านรักสัตว์(ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) จะสามารถมาได้หลายทาง โดยถ้ามาจาก ถ.กาญจนาภิเษก ให้เลี้ยวเข้า ถ.จรัลฯ 13(บางแวก) มุ่งหน้าไปทาง ถ.จรัลสนิทวงศ์ วิ่งตามทางมาเรื่อยๆ จะเห็นซุ้มประตูวัดมะพร้าวเตี้ยอยู่ด้านซ้าย ให้วิ่งตามทางมาเรื่อยๆจะเห็นหมู่บ้านศุภาลัยอยู่ด้านขวา จะเห็นตึกแถวของหมู่บ้านนิศาชลอยู่ติดกับหมู่บ้านศุภาลัย ให้เลี้ยวขวาเข้าซอยบางแวก79 (ซอยหมู่บ้านนิศาชล) จะเห็นเซเว่นฯ อยู่ปากปากซอย (ทางเข้าหมู่บ้าน) แล้วเตรียมชิดซ้ายหาที่จอดรถ จะเห็นป้าย “คลินิกบ้านรักสัตว์” อยู่ด้านซ้าย สามารถจอดรถได้ที่หน้าคลินิก
ถ้ามาจาก ถ.ราชพฤกษ์ ถ.พุทธมณฑลสาย1 ถ.จรัลสนิทวงศ์ หรือ ถ.เพชรเกษม48 ให้เลี้ยวเข้า ถ.จรัลฯ 13 (บางแวก) มุ่งหน้าไปทาง ถ.กาญจนาภิเษก วิ่งตามทางมาเรื่อยๆจนข้ามสะพานข้ามคลองราชมนตรี ให้เลี้ยวซ้ายเข้าซอยบางแวก79 (ซอยหมู่บ้านนิศาชล) จะเห็นเซเว่นฯ อยู่ปากปากซอย (ทางเข้าหมู่บ้าน) แล้วเตรียมชิดซ้ายหาที่จอดรถ จะเห็นป้าย “คลินิกบ้านรักสัตว์” อยู่ด้านซ้าย สามารถจอดรถได้ที่หน้าคลินิก
พิกัด GPS : 13.741167,100.422598 (บนแผนที่ของ Google)
แผนที่ของคลินิก: ให้ ก็อปปี้ 13.741167,100.422598 แล้วไป paste ลงที่ช่อง ค้นหา maps ของ http://maps.google.co.th/maps?hl=th&tab=wl คุณพบแผนที่ของคลินิก
จากนั้นคุณสามารถค้นหาเส้นทางมาที่คลินิกได้จาก link ที่อยู่ด้านซ้ายของแผนที่
สำหรับท่านที่ใช้ GPS ของ Garmin ให้ใช้พิกัด N:13 ํ 44.469' E:100 ํ 25.361'
การตรวจรักษาจะรับเฉพาะในรายที่โทรนัดเท่านั้นครับ ถ้าสนใจโทรนัดได้ที่ 064-253-5695 ครับ
การเตรียมตัวพาสัตว์เลี้ยงเพื่อรับการตรวจโรคผิวหนังกับทางคลินิกบ้านรักสัตว์
เพื่อที่จะเป็นการประหยัดเวลา และลดการใช้จ่ายบางอย่างที่ไม่จำเป็นต้องมีแก่เจ้าของสัตว์ป่วย
* คนที่พาสุนัขมารับการตรวจ และรักษา ควรเป็นเจ้าของสัตว์ป่วย หรือผู้ที่สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการการยอมรับการรักษาและค่าใช้จ่ายต่างๆ เนื่องจากโรคผิวหนังมัก ใช้ระยะเวลาในการรักษาที่นาน มักต้องการการตรวจหลายครั้ง และต้องการการสื่อสารที่ดี เพื่อการอธิบายถึงปัญหาต่างๆของตัวโรค และแผนการรักษาที่ชัดเจน และไม่คลุมเคลือ
* กรุณาอย่าให้คนอื่น หรือคนรับใช้ที่ไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษ เป็นคนพามาตรวจ และรับการรักษาแทน เพื่อป้องกันความผิดพลาดเนื่องจาก การสื่อสาร
* งดอาบน้ำสัตว์เลี้ยงของคุณก่อนมารับการตรวจ และรักษาอย่างน้อย 5 วันก่อนการนัดหมาย
* งดทำความสะอาดหูสัตว์เลี้ยงของคุณก่อนมารับการตรวจ และรักษาอย่างน้อย 5 วันก่อนการนัดหมาย
*กรุณาอย่าใช้ยาทาที่เป็นสีต่างๆ ซึ่งล้างออกยาก เช่น ยาม่วง ยาเหลือง ยาแดง เนื่องยากลุ่มนี้จะบังแผล แผลรอยโรคต่างๆ และรบกวนการย้อมสีตัวอย่าง
* ถ้ามียาที่ต้องให้กิน หรือฉีดที่ต้องใช้อยู่ ณ เวลาที่ต้องการพามาตรวจ (ซึ่งได้รับมาจากคลินิก หรือโรงพยาบาลสัตว์อื่น) กรุณาอย่างดยา และแจ้งให้ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ทราบทุกครั้ง
*สำหรับในกรณีที่พาแมวมา กรุณาใส่กรง หรือตระกร้าที่ปิดล๊อคได้มา เพื่อความปลอดภัยของแมว และตัวเจ้าของแมวเอง
* ควรโทรนัดล่วงหน้า
*ควรให้เวลากับทางคลินิก 1-2 ชั่วโมงเพื่อ การตรวจ รักษา และให้คำแนะนำได้เต็มที่
* เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ท่านเจ้าของสัตว์ป่วย กรุณากรอกแบบสอบถามโดยการคลิกที่ Label ทางด้านขวา หรือดาวน์โหลดได้จาก
https://docs.google.com/document/d/1u2LAH4cKOLi6Pvrdp5Bzyaq49q4OWS9-smhix7oKoNc/edit
โดยให้ Save เป็นไฟล์ของ Word แล้วกรอกแบบสอบถาม จากนั้นสามารถส่งได้โดยการปริ๊นท์ออกมาแล้วนำมาพร้อมกับสัตว์เลี้ยง หรือส่งมาทาง email หรืออัปโหลดขึ้น google docs แล้วแจ้งลิงค์มาทาง
http://www.facebook.com/Allergyskinvet หรือ http://www.facebook.com/allergydermvet ก็ได้
การตรวจรักษาจะรับเฉพาะในรายที่โทรนัดเท่านั้นครับ ถ้าสนใจโทรนัดได้ที่ 064-253-5695 ครับ
* คนที่พาสุนัขมารับการตรวจ และรักษา ควรเป็นเจ้าของสัตว์ป่วย หรือผู้ที่สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการการยอมรับการรักษาและค่าใช้จ่ายต่างๆ เนื่องจากโรคผิวหนังมัก ใช้ระยะเวลาในการรักษาที่นาน มักต้องการการตรวจหลายครั้ง และต้องการการสื่อสารที่ดี เพื่อการอธิบายถึงปัญหาต่างๆของตัวโรค และแผนการรักษาที่ชัดเจน และไม่คลุมเคลือ
* กรุณาอย่าให้คนอื่น หรือคนรับใช้ที่ไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษ เป็นคนพามาตรวจ และรับการรักษาแทน เพื่อป้องกันความผิดพลาดเนื่องจาก การสื่อสาร
* งดอาบน้ำสัตว์เลี้ยงของคุณก่อนมารับการตรวจ และรักษาอย่างน้อย 5 วันก่อนการนัดหมาย
* งดทำความสะอาดหูสัตว์เลี้ยงของคุณก่อนมารับการตรวจ และรักษาอย่างน้อย 5 วันก่อนการนัดหมาย
*กรุณาอย่าใช้ยาทาที่เป็นสีต่างๆ ซึ่งล้างออกยาก เช่น ยาม่วง ยาเหลือง ยาแดง เนื่องยากลุ่มนี้จะบังแผล แผลรอยโรคต่างๆ และรบกวนการย้อมสีตัวอย่าง
* ถ้ามียาที่ต้องให้กิน หรือฉีดที่ต้องใช้อยู่ ณ เวลาที่ต้องการพามาตรวจ (ซึ่งได้รับมาจากคลินิก หรือโรงพยาบาลสัตว์อื่น) กรุณาอย่างดยา และแจ้งให้ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ทราบทุกครั้ง
*สำหรับในกรณีที่พาแมวมา กรุณาใส่กรง หรือตระกร้าที่ปิดล๊อคได้มา เพื่อความปลอดภัยของแมว และตัวเจ้าของแมวเอง
* ควรโทรนัดล่วงหน้า
*ควรให้เวลากับทางคลินิก 1-2 ชั่วโมงเพื่อ การตรวจ รักษา และให้คำแนะนำได้เต็มที่
* เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ท่านเจ้าของสัตว์ป่วย กรุณากรอกแบบสอบถามโดยการคลิกที่ Label ทางด้านขวา หรือดาวน์โหลดได้จาก
https://docs.google.com/document/d/1u2LAH4cKOLi6Pvrdp5Bzyaq49q4OWS9-smhix7oKoNc/edit
โดยให้ Save เป็นไฟล์ของ Word แล้วกรอกแบบสอบถาม จากนั้นสามารถส่งได้โดยการปริ๊นท์ออกมาแล้วนำมาพร้อมกับสัตว์เลี้ยง หรือส่งมาทาง email หรืออัปโหลดขึ้น google docs แล้วแจ้งลิงค์มาทาง
http://www.facebook.com/Allergyskinvet หรือ http://www.facebook.com/allergydermvet ก็ได้
การตรวจรักษาจะรับเฉพาะในรายที่โทรนัดเท่านั้นครับ ถ้าสนใจโทรนัดได้ที่ 064-253-5695 ครับ
Showing posts with label สุนัข. Show all posts
Showing posts with label สุนัข. Show all posts
Friday, December 20, 2019
Sunday, July 17, 2011
อาการของการแพ้น้ำลายหมัด
อาการของการแพ้น้ำลายหมัด
สุนัขที่มีปัญหาการแพ้น้ำลายหมัด เกิดได้จากการที่หมัดกัดที่ผิวหนังของสุนัขแล้วฉีดน้ำลายเข้าไปในผิวหนังของสุนัข แล้วเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ตามมา ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) พบว่าสุนัขหลายๆตัวสามารถแสดงอาการของการแพ้น้ำลายหมัดได้ถึงแม้ว่าจะได้การโปรแกรมการควบคุมหมัดแล้วก็ตาม เมื่อสุนัขที่มีปัญหาการแพ้น้ำลายหมัดถูกหมัดกัดที่ผิวหนังของสุนัขแล้วฉีดน้ำลายเข้าไปในผิวหนังของสุนัข ตัวสุนัขจะแสดงอาการการแพ้ออกมา โดยจะแแสดงอาการคันถึงแม้ว่าจะถูกหมัดเพียงตัว หรือสองตัวกัดก็ตาม นอกจากนี้สุนัขหรือแมวส่วนใหญ่มักแสดงอาการคันหลังจากถูกหมัดกัดแล้วอย่างน้อย 3 วัน จึงอาจกล่าวได้ว่า ถึงแม้จะไม่เห็นตัวหมัด ก็อย่าคิดว่าอาการคันในสุนัขของคุณไม่ได้เกิดจากการแพ้น้ำลายหมัด
จากการสังเกตูของทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) พบว่าอาการที่บ่งชี้ว่าสุนัขน่าจะแพ้น้ำลายหมัดได้แก่ มีตุ่มขึ้น ซึ่งตุ่มนี้มักเกิดหลังจากถูกหมัดกัดแล้ว 3 วัน และจะคงอยู่ได้หลายวัน จากนั้นจะมีสะเก็ดปกคลุมถ้าไม่ถูกเกาจนถลอกก่อน เกาคันโดยมักพบแถวสะโพก ผิวหนังแดง และมีรอยถลอก มี Hot spots ขนร่วง ผิวหนังหนาตัวและเปลี่ยนสี แต่ก็มีในหลายๆตัวไม่แสดงอาการเหมือนกับที่กล่าวมาข้างต้น แต่กลับแสดงอาการคล้ายกับอาการของโรคผื่นภูมิแพ้ของผิวหนังแทน
สุนัขที่มีปัญหาการแพ้น้ำลายหมัด เกิดได้จากการที่หมัดกัดที่ผิวหนังของสุนัขแล้วฉีดน้ำลายเข้าไปในผิวหนังของสุนัข แล้วเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ตามมา ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) พบว่าสุนัขหลายๆตัวสามารถแสดงอาการของการแพ้น้ำลายหมัดได้ถึงแม้ว่าจะได้การโปรแกรมการควบคุมหมัดแล้วก็ตาม เมื่อสุนัขที่มีปัญหาการแพ้น้ำลายหมัดถูกหมัดกัดที่ผิวหนังของสุนัขแล้วฉีดน้ำลายเข้าไปในผิวหนังของสุนัข ตัวสุนัขจะแสดงอาการการแพ้ออกมา โดยจะแแสดงอาการคันถึงแม้ว่าจะถูกหมัดเพียงตัว หรือสองตัวกัดก็ตาม นอกจากนี้สุนัขหรือแมวส่วนใหญ่มักแสดงอาการคันหลังจากถูกหมัดกัดแล้วอย่างน้อย 3 วัน จึงอาจกล่าวได้ว่า ถึงแม้จะไม่เห็นตัวหมัด ก็อย่าคิดว่าอาการคันในสุนัขของคุณไม่ได้เกิดจากการแพ้น้ำลายหมัด
จากการสังเกตูของทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) พบว่าอาการที่บ่งชี้ว่าสุนัขน่าจะแพ้น้ำลายหมัดได้แก่ มีตุ่มขึ้น ซึ่งตุ่มนี้มักเกิดหลังจากถูกหมัดกัดแล้ว 3 วัน และจะคงอยู่ได้หลายวัน จากนั้นจะมีสะเก็ดปกคลุมถ้าไม่ถูกเกาจนถลอกก่อน เกาคันโดยมักพบแถวสะโพก ผิวหนังแดง และมีรอยถลอก มี Hot spots ขนร่วง ผิวหนังหนาตัวและเปลี่ยนสี แต่ก็มีในหลายๆตัวไม่แสดงอาการเหมือนกับที่กล่าวมาข้างต้น แต่กลับแสดงอาการคล้ายกับอาการของโรคผื่นภูมิแพ้ของผิวหนังแทน
Labels:
คัน,
แมว,
โรคผิวหนัง,
โรคภูมิแพ้,
สุนัข,
อาการของโรคผิวหนัง และหูอักเสบ
อาการของโรคหิดสุนัข (scabies)
อาการของโรคหิดสุนัข (scabies)
โรคหิดสุนัข (scabies) หรือโรคขี้เรื้อนซาร์คอปติค (Sarcoptic mange) หรือบางคนเรียกว่าขี้เรื้อนแห้ง เป็นโรคผิวหนังที่ติดต่อกันได้ง่าย และสามารถติดคนได้ เกิดการที่ตัวไรหิดฝังตัวเข้าไปในผิวหนัง แล้วทำให้เกิดอาการเกาคันอย่างรุนแรงจนในบางตัวถึงขนาดที่เรียกว่าคันจนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ซึ่งทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) มีความเห็นว่าอาการน่าสงสัยว่าสุนัขเป็นโรคหิดสุนัขได้แก่ อาการเกาคันอย่างรุนแรง มีรอยถลอกหรือเลือดออกตรงบริเวณที่คัน ขนร่วง
โรคนี้สามารถติดคนได้ ถ้าเจ้าของมีเม็ดตุ่มแดงๆ และคันอย่างรุนแรง ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอแนะนำควรพาสุนัขไปรับการตรวจจากสัตวแพทย์ และตัวเจ้าของควรไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด
โรคหิดสุนัข (scabies) หรือโรคขี้เรื้อนซาร์คอปติค (Sarcoptic mange) หรือบางคนเรียกว่าขี้เรื้อนแห้ง เป็นโรคผิวหนังที่ติดต่อกันได้ง่าย และสามารถติดคนได้ เกิดการที่ตัวไรหิดฝังตัวเข้าไปในผิวหนัง แล้วทำให้เกิดอาการเกาคันอย่างรุนแรงจนในบางตัวถึงขนาดที่เรียกว่าคันจนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ซึ่งทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) มีความเห็นว่าอาการน่าสงสัยว่าสุนัขเป็นโรคหิดสุนัขได้แก่ อาการเกาคันอย่างรุนแรง มีรอยถลอกหรือเลือดออกตรงบริเวณที่คัน ขนร่วง
โรคนี้สามารถติดคนได้ ถ้าเจ้าของมีเม็ดตุ่มแดงๆ และคันอย่างรุนแรง ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอแนะนำควรพาสุนัขไปรับการตรวจจากสัตวแพทย์ และตัวเจ้าของควรไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด
Labels:
ขี้เรื้อน,
ขี้เรื้อนแห้ง,
คัน,
แมว,
โรคผิวหนัง,
สุนัข
Wednesday, July 6, 2011
อาการของโรคผื่นภูมิแพ้ของผิวหนัง (atopic dermatitis)
อาการของโรคผื่นภูมิแพ้ของผิวหนัง (atopic dermatitis)
โรคผื่นภูมิแพ้ของผิวหนัง (atopic dermatitis)ในสุนัข หรือชื่อเดิมคือโรคแพ้อากาศในสุนัข จะเหมือนกับโรคในคนที่เรียกว่าeczema จัดได้ว่าเป็นหนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยในสุนัข ในประเทศที่เจริญแล้ว หรือในกลุ่มสุนัขที่มีสุขอนามัยที่ดี จะพบได้ร้อยละ10 ส่วนใหญ่เกิดจากการที่สุนัขของคุณไวต่อสารก่อภูมิแพ้ในอากาศเช่น ไรฝุ่น เกสร สปอร์ แต่ในปัจจุบันทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) เริ่มพบว่าสารก่อภูมิแพ้ในอาหารก็สามารถทำให้เกิดโรคผื่นภูมิแพ้ของผิวหนัง (atopic dermatitis)ในสุนัขได้เช่นกัน
อาการของโรคผื่นภูมิแพ้ของผิวหนัง (atopic dermatitis) ที่พบได้บ่อยๆได้แก่ คัน ผิวหนังแดง ขนหลุดร่วง ผื่นหรือตุ่มขึ้น ผิวหนังหนาตัวหรืออาจมีการเปลี่ยนสีของผิวหนัง
จะเห็นได้ว่าอาการของโรคผื่นภูมิแพ้ของผิวหนัง (atopic dermatitis) จะเหมือนกับอาการของการแพ้อาหาร ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะวินิจฉัยโรคนี้โดยการดูอาการและคาดเดา ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) มีความเห็นว่าการวินิจฉัยโรคนี้ที่แม่นยำที่สุดคือการใช้ Favrot's Diagnisis Citeria for Atopic Dermatitis ร่วมกับการใช้โปรแกรม Allergy diagnostic work up เท่านั้น
โรคผื่นภูมิแพ้ของผิวหนัง (atopic dermatitis)ในสุนัข หรือชื่อเดิมคือโรคแพ้อากาศในสุนัข จะเหมือนกับโรคในคนที่เรียกว่าeczema จัดได้ว่าเป็นหนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยในสุนัข ในประเทศที่เจริญแล้ว หรือในกลุ่มสุนัขที่มีสุขอนามัยที่ดี จะพบได้ร้อยละ10 ส่วนใหญ่เกิดจากการที่สุนัขของคุณไวต่อสารก่อภูมิแพ้ในอากาศเช่น ไรฝุ่น เกสร สปอร์ แต่ในปัจจุบันทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) เริ่มพบว่าสารก่อภูมิแพ้ในอาหารก็สามารถทำให้เกิดโรคผื่นภูมิแพ้ของผิวหนัง (atopic dermatitis)ในสุนัขได้เช่นกัน
อาการของโรคผื่นภูมิแพ้ของผิวหนัง (atopic dermatitis) ที่พบได้บ่อยๆได้แก่ คัน ผิวหนังแดง ขนหลุดร่วง ผื่นหรือตุ่มขึ้น ผิวหนังหนาตัวหรืออาจมีการเปลี่ยนสีของผิวหนัง
จะเห็นได้ว่าอาการของโรคผื่นภูมิแพ้ของผิวหนัง (atopic dermatitis) จะเหมือนกับอาการของการแพ้อาหาร ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะวินิจฉัยโรคนี้โดยการดูอาการและคาดเดา ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) มีความเห็นว่าการวินิจฉัยโรคนี้ที่แม่นยำที่สุดคือการใช้ Favrot's Diagnisis Citeria for Atopic Dermatitis ร่วมกับการใช้โปรแกรม Allergy diagnostic work up เท่านั้น
อาการของโรคขี้เรื้อนรูขุมขน (Demodicosis)
อาการของโรคขี้เรื้อนรูขุมขน (Demodicosis)
โรคขี้เรื้อนรูขุมขน หรือโรคขี้เรื้อนดีโมเดกซ์ หรือหลายๆคนเรียกว่า ขี้เรื้อนเปียก เกิดจากการเพิ่มจำนวนตัวไรดีโมเดกซ์ในรูขุมขนอย่างฉับพลันจนเกิดความผิดปกติขึ้นมา ซึ่งอาการบ่งบอกว่าสงสัยจะเป็นโรคนี้คือ ขนร่วงโดยเฉพาะแถวหน้า รอบตา ขา และหลัง มีเม็ดตุ่มกระจาย
ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ไม่ค่อยพบว่าโรคนี้ทำให้เกิดอาการคัน ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) พบว่าอาการคันที่เกิดจากการติดตัวไรดีโมเดกซ์ชนิดคอร์นีไอในสุนัข หรือการติดตัวไรดีโมเดกซ์ชนิดกาโตไอในแมว หรือมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ในลูกสุนัขที่เป็นแค่บริเวณเล็กๆที่ไม่ใช่ที่เท้า ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)พบว่ามากกว่าครึ่งสามารถหายได้เองโดยไม่ต้องทำการรักษา แต่ในกรณีที่เป็นที่ฝ่าเท้า หรือกระจายทั่วตัว ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอแนะนำว่าต้องรีบทำการรักษาก่อนที่เป็นหนักขึ้นจนไม่มีทางรักษา
สำหรับสุนัขที่เริ่มเป็นโรคนี้หลังจากอายุมากกว่า 1 ปี ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอแนะนำว่าต้องตรวจหาสาเหตุโน้มนำด้วย เพราะว่าถ้าไม่แก้ไขที่ตัวสาเหตุโน้มนำควบคู่กับการรักษาโรคขี้เรื้อนรูขุมขน มักพบว่าการรักษาโรคขี้เรื้อนรูขุมขนไม่ประสบความสำเร็จ และสาเหตุโน้มนำหลายๆตัวก็มักเป็นโรคร้ายแรงถึงตายได้
โรคขี้เรื้อนรูขุมขน หรือโรคขี้เรื้อนดีโมเดกซ์ หรือหลายๆคนเรียกว่า ขี้เรื้อนเปียก เกิดจากการเพิ่มจำนวนตัวไรดีโมเดกซ์ในรูขุมขนอย่างฉับพลันจนเกิดความผิดปกติขึ้นมา ซึ่งอาการบ่งบอกว่าสงสัยจะเป็นโรคนี้คือ ขนร่วงโดยเฉพาะแถวหน้า รอบตา ขา และหลัง มีเม็ดตุ่มกระจาย
ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ไม่ค่อยพบว่าโรคนี้ทำให้เกิดอาการคัน ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) พบว่าอาการคันที่เกิดจากการติดตัวไรดีโมเดกซ์ชนิดคอร์นีไอในสุนัข หรือการติดตัวไรดีโมเดกซ์ชนิดกาโตไอในแมว หรือมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ในลูกสุนัขที่เป็นแค่บริเวณเล็กๆที่ไม่ใช่ที่เท้า ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)พบว่ามากกว่าครึ่งสามารถหายได้เองโดยไม่ต้องทำการรักษา แต่ในกรณีที่เป็นที่ฝ่าเท้า หรือกระจายทั่วตัว ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอแนะนำว่าต้องรีบทำการรักษาก่อนที่เป็นหนักขึ้นจนไม่มีทางรักษา
สำหรับสุนัขที่เริ่มเป็นโรคนี้หลังจากอายุมากกว่า 1 ปี ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอแนะนำว่าต้องตรวจหาสาเหตุโน้มนำด้วย เพราะว่าถ้าไม่แก้ไขที่ตัวสาเหตุโน้มนำควบคู่กับการรักษาโรคขี้เรื้อนรูขุมขน มักพบว่าการรักษาโรคขี้เรื้อนรูขุมขนไม่ประสบความสำเร็จ และสาเหตุโน้มนำหลายๆตัวก็มักเป็นโรคร้ายแรงถึงตายได้
Labels:
แมว,
โรคขี้เรื้อนเปียก,
โรคขี้เรื้อนรูขุมขน,
โรคผิวหนัง,
สุนัข,
หมา
Sunday, June 26, 2011
อาการของการแพ้อาหาร
อาการของการแพ้อาหาร
ในกรณีที่สุนัขของคุณไวต่อองค์ประกอบตัวใดตัวหนึ่ง หรือมากกว่าหนึ่งชนิดที่มีอยู่ในอาหารที่กินเข้าไป หรือพูดง่ายๆว่าสุนัขตัวนั้นๆแพ้อาหาร โดยทั่วไปแล้วสุนัขจะแสดงอาการต่อไปนี้ คัน ผิวหนังแดง ขนหลุดร่วง ผื่นหรือตุ่มขึ้น อาจมีอาการของทางเดินอาหารร่วมด้วย เช่นอาเจียน ท้องเสีย หรือตดบ่อย บางตัวอาจมีการเปี่ยนแปลงแต่ลักษณะของอุจจาระร่วมกับความผิดปกติที่ผิวหนังเท่านั้น
บางตัวอาจแสดงอาการของโรคผื่นภูมิแพ้ของผิวหนัง (atopic dermatitis) ซึ่งจะเหมือนกับอาการของโรคผื่นภูมิแพ้ของผิวหนัง (atopic dermatitis) ที่เกิดจากสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ ซึ่งไม่สามารถแยกแยะออกจากกันได้โดยการดูอาการและคาดเดา ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) มีความเห็นว่าต้องใช้วิธีการทดสอบการแพ้อาหารที่ถูกหลัก ร่วมกับการใช้โปรแกรม Allergy diagnostic work up ช่วยเท่านั้น จึงสามารถแยกแยะและวินิจฉัยได้
ในกรณีที่สุนัขของคุณไวต่อองค์ประกอบตัวใดตัวหนึ่ง หรือมากกว่าหนึ่งชนิดที่มีอยู่ในอาหารที่กินเข้าไป หรือพูดง่ายๆว่าสุนัขตัวนั้นๆแพ้อาหาร โดยทั่วไปแล้วสุนัขจะแสดงอาการต่อไปนี้ คัน ผิวหนังแดง ขนหลุดร่วง ผื่นหรือตุ่มขึ้น อาจมีอาการของทางเดินอาหารร่วมด้วย เช่นอาเจียน ท้องเสีย หรือตดบ่อย บางตัวอาจมีการเปี่ยนแปลงแต่ลักษณะของอุจจาระร่วมกับความผิดปกติที่ผิวหนังเท่านั้น
บางตัวอาจแสดงอาการของโรคผื่นภูมิแพ้ของผิวหนัง (atopic dermatitis) ซึ่งจะเหมือนกับอาการของโรคผื่นภูมิแพ้ของผิวหนัง (atopic dermatitis) ที่เกิดจากสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ ซึ่งไม่สามารถแยกแยะออกจากกันได้โดยการดูอาการและคาดเดา ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) มีความเห็นว่าต้องใช้วิธีการทดสอบการแพ้อาหารที่ถูกหลัก ร่วมกับการใช้โปรแกรม Allergy diagnostic work up ช่วยเท่านั้น จึงสามารถแยกแยะและวินิจฉัยได้
Labels:
โรคผิวหนัง,
โรคภูมิแพ้,
สุนัข,
อาการของโรคผิวหนัง และหูอักเสบ
ระดับความคันของสุนัข (Canine Itch Scale)
ระดับความคันของสุนัข (Canine Itch Scale)
ระดับความคันของสุนัข (Canine Itch Scale)ของทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ดัดแปลงจาก Client Itch Grading Scale โดย Peter B Hill และคณะ ซึ่งมีไว้เพื่อเป็นแนวทางให้เจ้าของสุนัขประเมินอาการคันด้วยตนเองที่บ้านโดยจะให้เจ้าของสุนัขประเมินทุกสัปดาห์ ซึ่งหลังจากเจ้าของประเมินแล้วแนะนำให้บันทึกผลไว้ แล้วนำบันทึกนี้มาที่คลินิกในการนัดหมายครั้งต่อไปเพื่อที่ทางทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)จะได้ปรับแผนการรักษาให้เหมาะสมกับตัวสุนัขยิ่งขึ้น การประเมินระดับความคันของสุนัขนอกจากช่วยให้ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ทราบถึงระดับความรุนแรงของความคันแล้ว ยังช่วยใหนการวินิจฉัย และวางแผนหรือปรับแผนการรักษาอีกด้วย
ความคันของสุนัขในที่นี้รวมถึง การเกา แทะตามตัว การเลียตัว และการเอาตัวไปถูกับที่ต่างๆ โดยแต่ละระดับเป็นดังนี้:
ระดับ 0 (Grade 0): สุนัขปกติ หรือสุนัขไม่ได้คัน หรือเกามากกว่าตอนก่อนมีปัญหาโรคผิวหนัง (Normal dog: dog does not itch more then before the disease began).
ระดับ 1 (Grade 1): มีอาการเกาคันให้เห็นบ้าง ซึ่งอาจมากกว่าตอนก่อนมีปัญหาโรคผิวหนังนิดหน่อย ถ้าไม่เป็นคนช่างสังเกตุอาจคิดว่าปกติดี (Occasional episodes of itching: small increase in itch compared with before the disease began.)
ระดับ 2 (Grade 2): มีอาการเกาคันให้เห็นชัดเจน แต่อาการเกาคันจะหายไปในตอนหลับ กินอาหาร เล่น ออกกำลัง หรือถ้ามีอะไรไปรบกวนการเกาคัน เช่นการดุ ตะคอก หรือการแหย่ (More frequent episodes of itching but itching stops when dog is sleeping, eating, playing, exercising or is otherwise distracted.) ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)ขอแนะนำว่าถ้าสุนัขของคุณมีอาการเกาคันในระดับนี้ แปลว่าเขาส่งสัณญานว่า ถ้าพอมีเวลาเจ้าของควรพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์
ระดับ 3 (Grade 3): มีอาการเกาคันให้เห็นชัดเจนเป็นประจำในตอนที่ยังไม่หลับ อาจมีการสะดุ้งตื่นขึ้นมาเกาให้เห็นบ้าง แต่อาการเกาคันจะหายไปในตอน กินอาหาร เล่น ออกกำลัง หรือถ้ามีอะไรไปรบกวนการเกาคัน เช่นการดุ ตะคอก หรือการแหย่ (Regular episodes of itching are seen when dog is awake. The dog occasionally wakes up because of itching, but the itching stops when the dog is eating, playing, exercising or otherwise distracted.) ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอแนะนำว่าถ้าสุนัขของคุณมีอาการเกาคันในระดับนี้ แปลว่าเขาส่งสัณญานว่า เจ้าของควรหาเวลาพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์ได้แล้ว
ระดับ 4 (Grade 4): มีอาการเกาคันให้เห็นชัดเจนเป็นประจำ และการเกาแต่ละครั้งจะนานขึ้นในตอนที่ยังไม่หลับ มีการสะดุ้งตื่นขึ้นมาเกาให้เห็นบ่อยๆ อาการเกาคันจะยังคงอยู่ในตอนกินอาหาร เล่น ออกกำลัง หรือแม้แต่เวลามีอะไรไปรบกวนการเกาคัน เช่นการดุ ตะคอก หรือการแหย่ (Prolonged episodes of itching are seen when the dog is awake. The dog regularly wakes up because of itching or itches in its sleep. The itching can also be seen when the dog is eating, playing, exercising or otherwise distracted.) ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)ขอแนะนำว่าถ้าสุนัขของคุณมีอาการเกาคันในระดับนี้ แปลว่าเขาส่งสัณญานว่า เจ้าของควรรีบพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์ได้แล้ว
ระดับ 5 (Grade 5): เกาคันเกือบตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นตอนหลับ กินอาหาร เล่น ออกกำลัง หรือถ้ามีอะไรไปรบกวนการเกาคัน เช่นการดุ ตะคอก หรือการแหย่ อาการเกาคันนี้ยังคงอยู่แม้แต่จะอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย หรือที่ไม่ชอบเช่นในห้องตรวจรักษา หลายๆตัวอาจต้องใส่อุปกรณ์ควบคุมเพื่อไม่ให้เกาในเวลาคัน (Almost continuous itching which does not stop when the dog is distracted, even in the consulting room. The dog needs to be physically restrained from itching.)ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)ขอแนะนำว่าถ้าสุนัขของคุณมีอาการเกาคันในระดับนี้ แปลว่าเขาส่งสัณญานว่า เจ้าของควรรีบพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์ให้เร็วที่สุด
ระดับความคันของสุนัข (Canine Itch Scale)ของทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ดัดแปลงจาก Client Itch Grading Scale โดย Peter B Hill และคณะ ซึ่งมีไว้เพื่อเป็นแนวทางให้เจ้าของสุนัขประเมินอาการคันด้วยตนเองที่บ้านโดยจะให้เจ้าของสุนัขประเมินทุกสัปดาห์ ซึ่งหลังจากเจ้าของประเมินแล้วแนะนำให้บันทึกผลไว้ แล้วนำบันทึกนี้มาที่คลินิกในการนัดหมายครั้งต่อไปเพื่อที่ทางทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)จะได้ปรับแผนการรักษาให้เหมาะสมกับตัวสุนัขยิ่งขึ้น การประเมินระดับความคันของสุนัขนอกจากช่วยให้ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ทราบถึงระดับความรุนแรงของความคันแล้ว ยังช่วยใหนการวินิจฉัย และวางแผนหรือปรับแผนการรักษาอีกด้วย
ความคันของสุนัขในที่นี้รวมถึง การเกา แทะตามตัว การเลียตัว และการเอาตัวไปถูกับที่ต่างๆ โดยแต่ละระดับเป็นดังนี้:
ระดับ 0 (Grade 0): สุนัขปกติ หรือสุนัขไม่ได้คัน หรือเกามากกว่าตอนก่อนมีปัญหาโรคผิวหนัง (Normal dog: dog does not itch more then before the disease began).
ระดับ 1 (Grade 1): มีอาการเกาคันให้เห็นบ้าง ซึ่งอาจมากกว่าตอนก่อนมีปัญหาโรคผิวหนังนิดหน่อย ถ้าไม่เป็นคนช่างสังเกตุอาจคิดว่าปกติดี (Occasional episodes of itching: small increase in itch compared with before the disease began.)
ระดับ 2 (Grade 2): มีอาการเกาคันให้เห็นชัดเจน แต่อาการเกาคันจะหายไปในตอนหลับ กินอาหาร เล่น ออกกำลัง หรือถ้ามีอะไรไปรบกวนการเกาคัน เช่นการดุ ตะคอก หรือการแหย่ (More frequent episodes of itching but itching stops when dog is sleeping, eating, playing, exercising or is otherwise distracted.) ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)ขอแนะนำว่าถ้าสุนัขของคุณมีอาการเกาคันในระดับนี้ แปลว่าเขาส่งสัณญานว่า ถ้าพอมีเวลาเจ้าของควรพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์
ระดับ 3 (Grade 3): มีอาการเกาคันให้เห็นชัดเจนเป็นประจำในตอนที่ยังไม่หลับ อาจมีการสะดุ้งตื่นขึ้นมาเกาให้เห็นบ้าง แต่อาการเกาคันจะหายไปในตอน กินอาหาร เล่น ออกกำลัง หรือถ้ามีอะไรไปรบกวนการเกาคัน เช่นการดุ ตะคอก หรือการแหย่ (Regular episodes of itching are seen when dog is awake. The dog occasionally wakes up because of itching, but the itching stops when the dog is eating, playing, exercising or otherwise distracted.) ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอแนะนำว่าถ้าสุนัขของคุณมีอาการเกาคันในระดับนี้ แปลว่าเขาส่งสัณญานว่า เจ้าของควรหาเวลาพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์ได้แล้ว
ระดับ 4 (Grade 4): มีอาการเกาคันให้เห็นชัดเจนเป็นประจำ และการเกาแต่ละครั้งจะนานขึ้นในตอนที่ยังไม่หลับ มีการสะดุ้งตื่นขึ้นมาเกาให้เห็นบ่อยๆ อาการเกาคันจะยังคงอยู่ในตอนกินอาหาร เล่น ออกกำลัง หรือแม้แต่เวลามีอะไรไปรบกวนการเกาคัน เช่นการดุ ตะคอก หรือการแหย่ (Prolonged episodes of itching are seen when the dog is awake. The dog regularly wakes up because of itching or itches in its sleep. The itching can also be seen when the dog is eating, playing, exercising or otherwise distracted.) ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)ขอแนะนำว่าถ้าสุนัขของคุณมีอาการเกาคันในระดับนี้ แปลว่าเขาส่งสัณญานว่า เจ้าของควรรีบพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์ได้แล้ว
ระดับ 5 (Grade 5): เกาคันเกือบตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นตอนหลับ กินอาหาร เล่น ออกกำลัง หรือถ้ามีอะไรไปรบกวนการเกาคัน เช่นการดุ ตะคอก หรือการแหย่ อาการเกาคันนี้ยังคงอยู่แม้แต่จะอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย หรือที่ไม่ชอบเช่นในห้องตรวจรักษา หลายๆตัวอาจต้องใส่อุปกรณ์ควบคุมเพื่อไม่ให้เกาในเวลาคัน (Almost continuous itching which does not stop when the dog is distracted, even in the consulting room. The dog needs to be physically restrained from itching.)ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)ขอแนะนำว่าถ้าสุนัขของคุณมีอาการเกาคันในระดับนี้ แปลว่าเขาส่งสัณญานว่า เจ้าของควรรีบพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์ให้เร็วที่สุด
Labels:
โรคผิวหนัง,
โรคภูมิแพ้,
สุนัข,
อาการของโรคผิวหนัง และหูอักเสบ
Tuesday, May 31, 2011
สเตียรอยด์ กับสัตว์เลี้ยง3 ผลของการใช้สเตียรอยด์เป็นเวลานานๆ
สเตียรอยด์ กับสัตว์เลี้ยง3 ผลของการใช้สเตียรอยด์เป็นเวลานานๆ
การใช้สเตียรอยด์เป็นเวลานานๆเพื่อรักษาโรคผิวหนังบางโรค โดยเฉพาะเพื่อการกดอาการคัน ถึงแม้ว่าจะใช้ในขนาดต่ำๆ และให้ในระยะห่างกว่า 48 ชั่วโมง ก็ยังสามารถก่อปัญหาต่อไปนี้ต่อสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะสุนัขของคุณ ผลของการใช้สเตียรอยด์เป็นเวลานานๆที่พบได้เป็นประจำได้แก่
1)ทำให้สัตว์เลี้ยง เข้าสู่ช่วงวัยชราได้เร็วกว่าปกติ และบั่นทอนอายุขัยของสัตว์เลี้ยง --- กล่าวง่ายๆก็คือ แก่เร็ว สังขารเสื่อมเร็ว อายุสั้นหรือตายเร็ว
2)ข้อเสื่อม และเสียหาย
3)บั่นทอนประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกัน ทำให้เจ็บป่วยง่าย
4)กล้ามเนื้ออ่อนแรง
5)ติดเชื้อในระบบขับปัสสาวะ
6)ขนบาง
7)ผิวหนังบางลง
8)ความอึดลดลง
9)กินน้ำมากกว่าปกติ และปัสสาวะมากกว่าปกติ
ถ้าสัตว์เลี้ยงของคุณมีอาการตามที่กล่าวมาตั้งแต่ 1 ข้อขึ้นไป และยังคงรับสเตียรอยด์อยู่ ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ใคร่ขอแนะนำว่า คุณควรต้องคุยกับสัตวแพทย์ที่คุณใช้บริการ ถึงการใช้วิธีการรักษาวิธีอื่นที่สามารถหลีกเลี่ยง หรือลดการใช้สเตียรอยด์ได้แล้ว
หมายเหตุ โรคบางโรคเช่น โรคของระบบภูมิคุ้มกันบางโรคเช่น Pemphigus หรือมะเร็งบางชนิดเช่น Lymphoma การใช้สเตียรอยด์จะช่วยทำให้ทำให้สัตว์เลี้ยงยืดอายุขัยออกไปได้ หรืออย่างน้อย ก็ทำให้สัตว์ป่วยสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าการไม่ใช้สเตียรอยด์ ในกรณีนี้ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) มีความเห็นว่าควรใช้สเตียรอยด์ต่อจนกว่าสัตว์ป่วยจะตายจากไป ถึงแม้ว่าต้องยอมรับผลไม่พึงประสงค์ของการใช้สเตียรอยด์ก็ตาม
การใช้สเตียรอยด์เป็นเวลานานๆเพื่อรักษาโรคผิวหนังบางโรค โดยเฉพาะเพื่อการกดอาการคัน ถึงแม้ว่าจะใช้ในขนาดต่ำๆ และให้ในระยะห่างกว่า 48 ชั่วโมง ก็ยังสามารถก่อปัญหาต่อไปนี้ต่อสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะสุนัขของคุณ ผลของการใช้สเตียรอยด์เป็นเวลานานๆที่พบได้เป็นประจำได้แก่
1)ทำให้สัตว์เลี้ยง เข้าสู่ช่วงวัยชราได้เร็วกว่าปกติ และบั่นทอนอายุขัยของสัตว์เลี้ยง --- กล่าวง่ายๆก็คือ แก่เร็ว สังขารเสื่อมเร็ว อายุสั้นหรือตายเร็ว
2)ข้อเสื่อม และเสียหาย
3)บั่นทอนประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกัน ทำให้เจ็บป่วยง่าย
4)กล้ามเนื้ออ่อนแรง
5)ติดเชื้อในระบบขับปัสสาวะ
6)ขนบาง
7)ผิวหนังบางลง
8)ความอึดลดลง
9)กินน้ำมากกว่าปกติ และปัสสาวะมากกว่าปกติ
ถ้าสัตว์เลี้ยงของคุณมีอาการตามที่กล่าวมาตั้งแต่ 1 ข้อขึ้นไป และยังคงรับสเตียรอยด์อยู่ ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ใคร่ขอแนะนำว่า คุณควรต้องคุยกับสัตวแพทย์ที่คุณใช้บริการ ถึงการใช้วิธีการรักษาวิธีอื่นที่สามารถหลีกเลี่ยง หรือลดการใช้สเตียรอยด์ได้แล้ว
หมายเหตุ โรคบางโรคเช่น โรคของระบบภูมิคุ้มกันบางโรคเช่น Pemphigus หรือมะเร็งบางชนิดเช่น Lymphoma การใช้สเตียรอยด์จะช่วยทำให้ทำให้สัตว์เลี้ยงยืดอายุขัยออกไปได้ หรืออย่างน้อย ก็ทำให้สัตว์ป่วยสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าการไม่ใช้สเตียรอยด์ ในกรณีนี้ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) มีความเห็นว่าควรใช้สเตียรอยด์ต่อจนกว่าสัตว์ป่วยจะตายจากไป ถึงแม้ว่าต้องยอมรับผลไม่พึงประสงค์ของการใช้สเตียรอยด์ก็ตาม
Labels:
คัน,
แมว,
โรคผิวหนัง,
สเตียรอยด์,
สัตว์เลี้ยง,
สุนัข,
หมา
Thursday, May 26, 2011
สเตียรอยด์ กับสัตว์เลี้ยง1 สัตว์เลี้ยงของคุณได้รับสเตียรอยด์โดยการกิน หรือฉีดเพื่อรักษาอาการคันติดต่อกันนานกว่า 14 วันหรือยัง?
สเตียรอยด์ กับสัตว์เลี้ยง1 สัตว์เลี้ยงของคุณได้รับสเตียรอยด์โดยการกิน หรือฉีดเพื่อรักษาอาการคันติดต่อกันนานกว่า 14 วันหรือยัง?
สัตว์เลี้ยงของคุณได้รับสเตียรอยด์โดยการกิน หรือฉีดเพื่อรักษาอาการคันติดต่อกันนานกว่า 14 วันหรือยัง?
ถ้ายัง คุณควรคุยกับหมอเจ้าของไข้ของสัตว์เลี้ยงของคุณ เพื่อขอให้ท่านใช้ในขนาดต่ำๆ (ซึ่งทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) เชื่อว่าหมอส่วนใหญ่มักใช้ขนาดต่ำๆอยู่แล้ว) จนกว่าจะถึง 2 อาทิตย์
ถ้าครบ หรือเกิน 14 วันแล้ว ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอแนะนำทางเลือกต่อไปนี้
1) ถ้าจะยังคงใช้สเตียรอยด์ต่อ ซึ่งทางเลือกนี้ มีราคาต่ำมาก ให้ผลในการลดอาการคันที่รวดเร็ว หวังผลในด้านการกดอาการคันได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่ต้องยอบรับถ้าเลือกข้อนี้ได้แก่ โอกาสเกิดผลไม่พึงประสงค์ได้ 60% ซึ่งผลไม่พึงประสงค์ของการใช้สเตียรอยด์ได้แก่ การติดเชื้อแทรกซ้อน การเกิดแผลในกระเพาะอาหาร รวมถึงการเกิด Cushing's Syndrome ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอให้คำนึงถึงความเป็นไปได้การลดโอกาสการเกิดผลไม่พึงประสงค์ของการใช้สเตียรอยด์ หรือวิธีการแก้ไขผลจากการเกิดผลไม่พึงประสงค์ของการใช้สเตียรอยด์ หรือควรเลือกทางเลือกอื่นที่ไม่ต้องใช้สเตียรอยด์ต่อ
2 ) ถ้าคุณไม่อยากใช้สเตียรอยด์ต่อ ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกายสัตว์ป่วย และดำเนินการทดสอบต่างๆแบบเจาะลึก เพื่อหาสาเหตุของอาการคัน แล้ววางแผนการรักษาต่อไป ซึ่งทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ชอบทางเลือกนี้มากกว่า ถึงแม้ว่าอาจต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าในระยะแรก และเห็นผลช้ากว่า แต่ว่าสามารถหลีกเลี่ยงผลไม่พึงประสงค์ของการใช้สเตียรอยด์ได้ดีกว่ามาก
สัตว์เลี้ยงของคุณได้รับสเตียรอยด์โดยการกิน หรือฉีดเพื่อรักษาอาการคันติดต่อกันนานกว่า 14 วันหรือยัง?
ถ้ายัง คุณควรคุยกับหมอเจ้าของไข้ของสัตว์เลี้ยงของคุณ เพื่อขอให้ท่านใช้ในขนาดต่ำๆ (ซึ่งทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) เชื่อว่าหมอส่วนใหญ่มักใช้ขนาดต่ำๆอยู่แล้ว) จนกว่าจะถึง 2 อาทิตย์
ถ้าครบ หรือเกิน 14 วันแล้ว ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอแนะนำทางเลือกต่อไปนี้
1) ถ้าจะยังคงใช้สเตียรอยด์ต่อ ซึ่งทางเลือกนี้ มีราคาต่ำมาก ให้ผลในการลดอาการคันที่รวดเร็ว หวังผลในด้านการกดอาการคันได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่ต้องยอบรับถ้าเลือกข้อนี้ได้แก่ โอกาสเกิดผลไม่พึงประสงค์ได้ 60% ซึ่งผลไม่พึงประสงค์ของการใช้สเตียรอยด์ได้แก่ การติดเชื้อแทรกซ้อน การเกิดแผลในกระเพาะอาหาร รวมถึงการเกิด Cushing's Syndrome ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอให้คำนึงถึงความเป็นไปได้การลดโอกาสการเกิดผลไม่พึงประสงค์ของการใช้สเตียรอยด์ หรือวิธีการแก้ไขผลจากการเกิดผลไม่พึงประสงค์ของการใช้สเตียรอยด์ หรือควรเลือกทางเลือกอื่นที่ไม่ต้องใช้สเตียรอยด์ต่อ
2 ) ถ้าคุณไม่อยากใช้สเตียรอยด์ต่อ ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกายสัตว์ป่วย และดำเนินการทดสอบต่างๆแบบเจาะลึก เพื่อหาสาเหตุของอาการคัน แล้ววางแผนการรักษาต่อไป ซึ่งทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ชอบทางเลือกนี้มากกว่า ถึงแม้ว่าอาจต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าในระยะแรก และเห็นผลช้ากว่า แต่ว่าสามารถหลีกเลี่ยงผลไม่พึงประสงค์ของการใช้สเตียรอยด์ได้ดีกว่ามาก
Labels:
คัน,
แมว,
โรคผิวหนัง,
โรคภูมิแพ้,
สเตียรอยด์,
สุนัข,
หมา
Friday, May 20, 2011
เรื่องของขน2 ปัญหาขนร่วงของสุนัข
เรื่องของขน2 ปัญหาขนร่วงของสุนัข
ปัญหาสุนัขขนร่วงเต็มบ้าน หรือขนร่วงจนขนบาง หรือโกร๋น เป็นปัญหาที่เจ้าของสุนัขส่วนใหญ่มักเจอ ซึ่งปัญหานี้นอกจากทำให้รู้สึกน่ารำคาญ จนบางรายอาจเกิดอาการจิตตกสำหรับเจ้าของสุนัขแล้ว ต้นเหตุที่ทำให้ขนร่วงอาจทำให้ตัวสุนัขป่วยได้รับผลกระทบ ตั้งแต่ไม่มีอะไรเลย จนอาจถึงตายได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษา ตัวการที่ทำให้ขนร่วงมีดังนี้
1) การผลัดขนตามวงรอบ (hair shredding cycle) ดูรายละเอียดได้ในหัวข้อที่แล้ว
2)ขนหลุดร่วงจากการเกา แทะ ทึ้งขน (self-inflicted hair loss) พบได้บ่อย เกิดเนื่องจากการเกาคัน จากสาเหตุต่างๆเช่น โรคภูมิแพ้ ขี้เรื้อนหลายๆชนิด การติดเห็บ-หมัด-ไร การติดเชื้อ มะเร็งบางชนิด หรือกลุ่มอาการทางจิตเวช
3)ขนร่วงแท้จริง (true alopecia) พบได้ค่อนข้างน้อยกว่าแบบที่แล้ว แบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม ดังนี้
3.1)ความผิดปกติของรูขุมขน หรือความผิดปกติขององค์ประกอบรอบรูขุมขน อาทิเช่น การติดเชื้อของรูขุมขน การขาดสารอาหารบางชนิด การเหนี่ยวนำของระบบภูมิคุ้มกัน การบาดเจ็บจากการกระทบกระเทือน มะเร็งของรูขุมขน ขี้เรื้อนรูขุมขน ยาหรือวัคซีนเป็นต้น
3.2)มีการรบกวนวงรอบการผลัดขน ได้แก่โรคที่เกิดจากฮอร์โมน
3.3)ความผิดปกติแต่กำเนิด
3.4) คนทำให้เกิด เช่น post-clipping alopecia
ในสุนัขที่มีปัญหาขนบาง หรือขนร่วง ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) จะทำการแยกให้ออกก่อนว่าเป็นกลุ่มไหนโดยการเช็คจากประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจสภาพขน แล้วค่อยเจาะลึกไปหาสาเหตุ ซึ่งเป็นวิธีการที่ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) มั่นใจว่าเป็นวิธีที่ได้ผล ประหยัดเวลา และประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด และมีโอกาสผิดพลาดน้อยที่สุด
ปัญหาสุนัขขนร่วงเต็มบ้าน หรือขนร่วงจนขนบาง หรือโกร๋น เป็นปัญหาที่เจ้าของสุนัขส่วนใหญ่มักเจอ ซึ่งปัญหานี้นอกจากทำให้รู้สึกน่ารำคาญ จนบางรายอาจเกิดอาการจิตตกสำหรับเจ้าของสุนัขแล้ว ต้นเหตุที่ทำให้ขนร่วงอาจทำให้ตัวสุนัขป่วยได้รับผลกระทบ ตั้งแต่ไม่มีอะไรเลย จนอาจถึงตายได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษา ตัวการที่ทำให้ขนร่วงมีดังนี้
1) การผลัดขนตามวงรอบ (hair shredding cycle) ดูรายละเอียดได้ในหัวข้อที่แล้ว
2)ขนหลุดร่วงจากการเกา แทะ ทึ้งขน (self-inflicted hair loss) พบได้บ่อย เกิดเนื่องจากการเกาคัน จากสาเหตุต่างๆเช่น โรคภูมิแพ้ ขี้เรื้อนหลายๆชนิด การติดเห็บ-หมัด-ไร การติดเชื้อ มะเร็งบางชนิด หรือกลุ่มอาการทางจิตเวช
3)ขนร่วงแท้จริง (true alopecia) พบได้ค่อนข้างน้อยกว่าแบบที่แล้ว แบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม ดังนี้
3.1)ความผิดปกติของรูขุมขน หรือความผิดปกติขององค์ประกอบรอบรูขุมขน อาทิเช่น การติดเชื้อของรูขุมขน การขาดสารอาหารบางชนิด การเหนี่ยวนำของระบบภูมิคุ้มกัน การบาดเจ็บจากการกระทบกระเทือน มะเร็งของรูขุมขน ขี้เรื้อนรูขุมขน ยาหรือวัคซีนเป็นต้น
3.2)มีการรบกวนวงรอบการผลัดขน ได้แก่โรคที่เกิดจากฮอร์โมน
3.3)ความผิดปกติแต่กำเนิด
3.4) คนทำให้เกิด เช่น post-clipping alopecia
ในสุนัขที่มีปัญหาขนบาง หรือขนร่วง ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) จะทำการแยกให้ออกก่อนว่าเป็นกลุ่มไหนโดยการเช็คจากประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจสภาพขน แล้วค่อยเจาะลึกไปหาสาเหตุ ซึ่งเป็นวิธีการที่ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) มั่นใจว่าเป็นวิธีที่ได้ผล ประหยัดเวลา และประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด และมีโอกาสผิดพลาดน้อยที่สุด
Labels:
ขนร่วง,
เรื่องของขน,
โรคผิวหนัง,
โรคภูมิแพ้,
สุนัข,
หมา
Friday, May 13, 2011
เรื่องของขน1 ความเข้าใจทั่วไป
เรื่องของขน1 ความเข้าใจทั่วไป
ส่วนนี้อาจะไม่เกี่ยวกับโรคผิวหนังเท่าไร แต่อยากแนะนำว่าควรอ่านบทความนี้ก่อนเพื่อที่จะได้เข้าใจในบทความต่อไปได้ง่ายๆ
ขนจะประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ hair shaft (ส่วนที่โผล่จากผิวหนัง) และ root (ส่วนที่อยู่ใต้ผิวหนัง) และตำแหน่งที่ขนโผล่ขึ้นมาเราเรียกว่า รูขุมขน หรือ hair follicles ซึ่งรูขุมขนจะวางตัวดป็นมุม 30-60 องศากับพื้นผิวของผิวหนัง และทุกรูขุมขนจะลู่ไปทางหาง เพื่อทำให้ไล่น้ำที่เปียกตัวออกไปง่ายขึ้น ใน 1 ปี สุนัขจะสร้างขนประมาณ 60-180 กรัม ส่วนแมวจะอยู่ที่ 30-40 กรัม
ขนจะมีการผลัดเปลี่ยนเป็นวงรอบเรียกว่า Hair Cycle ซึ่งโดยขนจะมีจุดเริ่มต้นของการงอกที่ Hair Bulb ขนจะเจริญขึ้นโดยการดันเซลล์ขนเก่าขึ้นทำให้ขนนั้นยาวขึ้นในอัตรา 0.1 มิลลิเมตรต่อวัน ซึ่งระยะที่ขนมีการเจริญเติบโตนี้เรียกว่า anagen ขนจะยาวจนสุดเท่าที่ไปไหวแล้ว แล้ว Hair Bulb จะแยกตัวโดยขนเก่าจะอยู่ด้านบน เราเรียกช่วงนี้ว่า catagen จากนั้นจะเข้าสู่ระยะพักหรือ telogen
แล้วหลังจากนี้จะวนกับไปที่ anagen โดยขนที่งอกจาก Hair Bulb อันล่าง หรือขนใหม่จะดันขนเก่าขึ้นไปเรื่อยๆจนหลุดออกไป การหลุดขอนเก่าอาจจากการหลุดไปเอง หรือจากการแปรงขน หรือเกา ถูตัวก็ได้
ปัจจัยที่มีผลต่อความมยาวของขนได้แก่
1) สายพันธุ์ หรือพันธุกรรม เช่น พูเดิ้ล ขนจนยาวไปเรื่อยๆเป็นเวลา 5 ปีแล้วค่อยหลุด
2)ช่วงแสง เรามักพบว่าสุนัขมักผลัดขนช่วงรอยต่อฤดูร้อนไปหนาว หรือหนาวมาร้อน อย่างก็ตามสัตว์ได้รับแสงต่อเป็นเวลานานๆเช่นพวกที่อยู่ในตัวบ้านแล้วได้รับแสงไฟบ้านในตอนกลางคืนพบว่า มักผัดขนทั้งปี
3)อาหาร
4)โรคต่างๆ
สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ตรงโคนรากขนจะยึดกับกล้ามเนื้อที่ชื่อว่า arrector pili ซึ่งถ้ากล้ามเนื้อนี้หดตัวจะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "ขนลุก" ซึ่งมักเกิดขนหลุดตามมา ถ้าเทียบกับในคนจะเหมือนกับเวลาเจอผี แล้วผมตั้งจากนั้นจะหัวโกร๋นตามมา เพราะว่าเวลาเกิดความตื่นเต้น ตกใจหรือต้องการข่มขวัญ หรือรู้สึกหนาว ร่างกายจะหลั่งอดีนารีนออกมา ซึ่งตัวอดีนารีนจะทำให้ arrector pili หดตัว ผลที่ตามมาคือสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น ด้วยเหตุนี้จึงเป็นคำตอบของคำถาม ทำไมสุนัขเวลาขึ้นรถ หรือไปคลินิกที่ไม่ชอบถึงได้ขนร่วงมาก
ขนหนวดของสัตว์ หรือ vibrissae เป็นขนพิเศษทำหน้าที่รับความรู้สึกเกี่ยวกับการสัมผัส มีเส้นเลือดและเส้นประสาทมาเลี้ยงมาก ถ้าตัดที่ขนนี้สัตว์จะแสดงอาการเจ็บปวดมาก เหมือนเวลาตัดเล็บพลาด
ส่วนนี้อาจะไม่เกี่ยวกับโรคผิวหนังเท่าไร แต่อยากแนะนำว่าควรอ่านบทความนี้ก่อนเพื่อที่จะได้เข้าใจในบทความต่อไปได้ง่ายๆ
ขนจะประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ hair shaft (ส่วนที่โผล่จากผิวหนัง) และ root (ส่วนที่อยู่ใต้ผิวหนัง) และตำแหน่งที่ขนโผล่ขึ้นมาเราเรียกว่า รูขุมขน หรือ hair follicles ซึ่งรูขุมขนจะวางตัวดป็นมุม 30-60 องศากับพื้นผิวของผิวหนัง และทุกรูขุมขนจะลู่ไปทางหาง เพื่อทำให้ไล่น้ำที่เปียกตัวออกไปง่ายขึ้น ใน 1 ปี สุนัขจะสร้างขนประมาณ 60-180 กรัม ส่วนแมวจะอยู่ที่ 30-40 กรัม
ขนจะมีการผลัดเปลี่ยนเป็นวงรอบเรียกว่า Hair Cycle ซึ่งโดยขนจะมีจุดเริ่มต้นของการงอกที่ Hair Bulb ขนจะเจริญขึ้นโดยการดันเซลล์ขนเก่าขึ้นทำให้ขนนั้นยาวขึ้นในอัตรา 0.1 มิลลิเมตรต่อวัน ซึ่งระยะที่ขนมีการเจริญเติบโตนี้เรียกว่า anagen ขนจะยาวจนสุดเท่าที่ไปไหวแล้ว แล้ว Hair Bulb จะแยกตัวโดยขนเก่าจะอยู่ด้านบน เราเรียกช่วงนี้ว่า catagen จากนั้นจะเข้าสู่ระยะพักหรือ telogen
แล้วหลังจากนี้จะวนกับไปที่ anagen โดยขนที่งอกจาก Hair Bulb อันล่าง หรือขนใหม่จะดันขนเก่าขึ้นไปเรื่อยๆจนหลุดออกไป การหลุดขอนเก่าอาจจากการหลุดไปเอง หรือจากการแปรงขน หรือเกา ถูตัวก็ได้
ปัจจัยที่มีผลต่อความมยาวของขนได้แก่
1) สายพันธุ์ หรือพันธุกรรม เช่น พูเดิ้ล ขนจนยาวไปเรื่อยๆเป็นเวลา 5 ปีแล้วค่อยหลุด
2)ช่วงแสง เรามักพบว่าสุนัขมักผลัดขนช่วงรอยต่อฤดูร้อนไปหนาว หรือหนาวมาร้อน อย่างก็ตามสัตว์ได้รับแสงต่อเป็นเวลานานๆเช่นพวกที่อยู่ในตัวบ้านแล้วได้รับแสงไฟบ้านในตอนกลางคืนพบว่า มักผัดขนทั้งปี
3)อาหาร
4)โรคต่างๆ
สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ตรงโคนรากขนจะยึดกับกล้ามเนื้อที่ชื่อว่า arrector pili ซึ่งถ้ากล้ามเนื้อนี้หดตัวจะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "ขนลุก" ซึ่งมักเกิดขนหลุดตามมา ถ้าเทียบกับในคนจะเหมือนกับเวลาเจอผี แล้วผมตั้งจากนั้นจะหัวโกร๋นตามมา เพราะว่าเวลาเกิดความตื่นเต้น ตกใจหรือต้องการข่มขวัญ หรือรู้สึกหนาว ร่างกายจะหลั่งอดีนารีนออกมา ซึ่งตัวอดีนารีนจะทำให้ arrector pili หดตัว ผลที่ตามมาคือสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น ด้วยเหตุนี้จึงเป็นคำตอบของคำถาม ทำไมสุนัขเวลาขึ้นรถ หรือไปคลินิกที่ไม่ชอบถึงได้ขนร่วงมาก
ขนหนวดของสัตว์ หรือ vibrissae เป็นขนพิเศษทำหน้าที่รับความรู้สึกเกี่ยวกับการสัมผัส มีเส้นเลือดและเส้นประสาทมาเลี้ยงมาก ถ้าตัดที่ขนนี้สัตว์จะแสดงอาการเจ็บปวดมาก เหมือนเวลาตัดเล็บพลาด
Wednesday, May 11, 2011
หูอักเสบ หูน้ำหนวก หรือหูเน่า
หูอักเสบ หูน้ำหนวก หรือหูเน่า
หูอักเสบเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะในสุนัข ซึ่งเกิดได้จากหลายปัจจัย ซึ่งในความเห็นของทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)การรักษาที่มุ่งเน้นไปที่การรักษาแต่ที่หูเพียงอย่างเดียวโดยไม่สนใจองค์รวมของปัญหา มักทำให้ปัญหาหูอักเสบไม่หายขาด ซ้ำร้ายในบางรายอาจไม่ตอบสนองต่อการรักษาเลย ในกรณีร้ายแรงอาจเกิดสภาวะ calcified ear canal ซึงหมายความว่ารูหูเสียหายอย่างสมบูรณ์อย่างหมดทางแก้ไข สำหรับปัจจัยที่โน้มนำให้เกิดปัญหาหูอักเสบที่พบบ่อยได้แก่
1. กลุ่มโรคภูมิแพ้: มักพบได้บ่อยที่สุดในการเนี่ยวนำให้เกิดหูอักเสบ โดยเฉพาะการแพ้อาหาร หรือการแพ้สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ ซึ่งในความเห็นของทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) เห็นว่าต้องทำการตรวจ และรักษากลุ่มโรคภูมิแพ้ควบคู่ไปด้วย จาการสังเกตุของทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) พบว่าถ้าไม่ควบคุมโรคภูมิแพ้ให้ดี หูอักเสบมักกลับมาเป็นใหม่หลังรักษาหูอักเสบจนหายดีแล้วในไม่เวลาไม่เกิน 2 ปี หรือในหลายๆรายพบว่ารักษาหูอักเสบเท่าไรก็ไม่หายสักทีจนถอดใจเลิกรักษาไปเลย
2. ความไม่สมดุลของฮอร์โมน: ปัญหาความไม่สมดุลของฮอร์โมนมักทำให้เกิดการกดภูมิคุ้มกัน ซึ่งมักทำให้เกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนที่ผิวหนัง และหู แล้วเกิดปัญหาผิวหนังและหูอักเสบตามมา
3. การติดเชื้อในหูชั้นกลาง: ในกรณีที่หูชั้นนอกอักเสบแล้วลุกลามเข้าไปในชั้นกลาง ถ้าไม่รักษาที่หุชั้นกลางควบคู่ไปด้วย มักพบว่าหูอักเสบมักกลับมาเป็นใหม่หลังรักษาหูอักเสบจนหายดีแล้วในเวลาไม่นาน หรือในหลายๆรายพบว่ารักษาหูอักเสบเท่าไรก็ไม่หายสักทีจนถอดใจเลิกรักษาไปเลย อย่างไรก็ตามกรณีนี้สามารถป้องกันได้ โดยการรีบพาสัตว์ที่มีปัญหาหูอักเสบไม่รับการตรวจรักษาแต่เนิ่นๆ ก่อนที่การอักเสบติดเชื้อ จะลามเข้าสู่ชั้นกลางซึ่งรักษาได้ยากกว่ามาก
4. ความผิดปกติทางโครงสร้างของหูและใบหู รวมทั้งความหนาแน่นของขนในรูหูที่มากกว่าปกติ: ในสุนัขหลายๆตัวที่รูหูแคบ ใบหูใหญ่ หรือ มีขนในรูหูแน่นจนแทบเต็มรูหู มักพบว่าจะเกิดหูอักเสบได้ง่ายกว่าสุนัขทั่วไป
5. เนื้องอก มะเร็ง หรือก้อนpolyps: มักทำให้เกิดการอุดตัน หรือตีบแคบของรูหู รวมทั้งปฏิกิริยาของภูมิคุ้มกันต่อเนื้องอกมักทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อในรูหูได้
6. สิ่งแปลกปลอมในรูหู มักทำให้เกิดการอุดตัน หรือตีบแคบของรูหู รวมทั้งทำให้เกิดการระคายเคือง ซึ่งมำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อในรูหูตามมา
หูอักเสบเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะในสุนัข ซึ่งเกิดได้จากหลายปัจจัย ซึ่งในความเห็นของทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)การรักษาที่มุ่งเน้นไปที่การรักษาแต่ที่หูเพียงอย่างเดียวโดยไม่สนใจองค์รวมของปัญหา มักทำให้ปัญหาหูอักเสบไม่หายขาด ซ้ำร้ายในบางรายอาจไม่ตอบสนองต่อการรักษาเลย ในกรณีร้ายแรงอาจเกิดสภาวะ calcified ear canal ซึงหมายความว่ารูหูเสียหายอย่างสมบูรณ์อย่างหมดทางแก้ไข สำหรับปัจจัยที่โน้มนำให้เกิดปัญหาหูอักเสบที่พบบ่อยได้แก่
1. กลุ่มโรคภูมิแพ้: มักพบได้บ่อยที่สุดในการเนี่ยวนำให้เกิดหูอักเสบ โดยเฉพาะการแพ้อาหาร หรือการแพ้สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ ซึ่งในความเห็นของทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) เห็นว่าต้องทำการตรวจ และรักษากลุ่มโรคภูมิแพ้ควบคู่ไปด้วย จาการสังเกตุของทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) พบว่าถ้าไม่ควบคุมโรคภูมิแพ้ให้ดี หูอักเสบมักกลับมาเป็นใหม่หลังรักษาหูอักเสบจนหายดีแล้วในไม่เวลาไม่เกิน 2 ปี หรือในหลายๆรายพบว่ารักษาหูอักเสบเท่าไรก็ไม่หายสักทีจนถอดใจเลิกรักษาไปเลย
2. ความไม่สมดุลของฮอร์โมน: ปัญหาความไม่สมดุลของฮอร์โมนมักทำให้เกิดการกดภูมิคุ้มกัน ซึ่งมักทำให้เกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนที่ผิวหนัง และหู แล้วเกิดปัญหาผิวหนังและหูอักเสบตามมา
3. การติดเชื้อในหูชั้นกลาง: ในกรณีที่หูชั้นนอกอักเสบแล้วลุกลามเข้าไปในชั้นกลาง ถ้าไม่รักษาที่หุชั้นกลางควบคู่ไปด้วย มักพบว่าหูอักเสบมักกลับมาเป็นใหม่หลังรักษาหูอักเสบจนหายดีแล้วในเวลาไม่นาน หรือในหลายๆรายพบว่ารักษาหูอักเสบเท่าไรก็ไม่หายสักทีจนถอดใจเลิกรักษาไปเลย อย่างไรก็ตามกรณีนี้สามารถป้องกันได้ โดยการรีบพาสัตว์ที่มีปัญหาหูอักเสบไม่รับการตรวจรักษาแต่เนิ่นๆ ก่อนที่การอักเสบติดเชื้อ จะลามเข้าสู่ชั้นกลางซึ่งรักษาได้ยากกว่ามาก
4. ความผิดปกติทางโครงสร้างของหูและใบหู รวมทั้งความหนาแน่นของขนในรูหูที่มากกว่าปกติ: ในสุนัขหลายๆตัวที่รูหูแคบ ใบหูใหญ่ หรือ มีขนในรูหูแน่นจนแทบเต็มรูหู มักพบว่าจะเกิดหูอักเสบได้ง่ายกว่าสุนัขทั่วไป
5. เนื้องอก มะเร็ง หรือก้อนpolyps: มักทำให้เกิดการอุดตัน หรือตีบแคบของรูหู รวมทั้งปฏิกิริยาของภูมิคุ้มกันต่อเนื้องอกมักทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อในรูหูได้
6. สิ่งแปลกปลอมในรูหู มักทำให้เกิดการอุดตัน หรือตีบแคบของรูหู รวมทั้งทำให้เกิดการระคายเคือง ซึ่งมำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อในรูหูตามมา
Monday, April 18, 2011
โรคผิวหนัง ภูมิแพ้ การดูแลและป้องกัน การสังเกต และ ความเข้าใจในการรักษา
โรคผิวหนัง ภูมิแพ้ การดูแลและป้องกัน การสังเกต และ ความเข้าใจในการรักษา
โดย น.สพ. รังสรรค์ สกุลพลอย
โรคผิวหนัง คือ ความผิดปกติอะไรก็ได้ที่เกิดกับผิวหนัง เช่น อาการเกาคัน เม็ดตุ่ม ก้อนต่างๆ แผล หรือการที่มีสิ่งแปลกปลอมอะไรก็ได้มาอยู่บนหรือในผิวหนัง
อะไรที่ทำให้เกิดโรคผิวหนัง
*การติดเชื้อ – แบคทีเรีย รา ยีสต์ หรือไวรัส
*ปรสิต – เห็บ หมัด เหา ไร ไรขี้เรื้อน หนอนแมลง หรือหนอนพยาธิบางชนิด
*ภูมิแพ้ และความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน – แพ้สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ ในอาหาร น้ำลายหมัด พิษของแมลง แพ้สัมผัส และ โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง
*ความผิดปกติของระบบฮอร์โมน เช่นภาวะขาดฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์
*มะเร็ง และเนื้องอก
*ปัจจัยทางกายภาพ และเคมี - ไฟไหม้ กรด ด่าง น้ำมันปิโตรเลี่ยม ยาบางชนิด
*คน – หมอ เจ้าของสัตว์ และกูรูทั้งหลาย – ที่ชอบลองการรักษาโดยที่ยังไม่มีการพิสูจน์ว่าได้ผล ไม่มีความรู้เพียงพอ หรือรักษาผิดวิธี เช่นยาไม่ครบคอร์ส หรือขนาดไม่เพียงพอ ใช้ยาไม่ตรงโรค หรือใช้ยาที่อาจเป็นพิษในสัตว์ได้
*สิ่งแปลกปลอม – เสี้ยน หนาม
*ความผิดปกติทางจิตเวช
*ยังไม่ทราบสาเหตุ
ความรุนแรงของการเกิดโรคผิวหนังขึ้นกับ
*ชนิด และปริมาณของตัวก่อโรค
*ความทนต่อโรคของตัวสัตว์ป่วย
*พันธุกรรมของตัวสัตว์ป่วย
*การดูแลรักษา (หมอ + เจ้าของสัตว์ + ตัวสัตว์)
*บุญเก่า กรรมเก่า
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสัตว์เลี้ยงมีปัญหาโรคผิวหนัง
ทำได้โดยดูจาก
*อาการคัน เกา เลีย แทะตามตัว เท้า หู หลัง ท้อง
*ชอบไถตัว + ก้น
*สังคตัง
— *ขนร่วง มีรังแค หรือ กลิ่นตัวแรง
*ตุ่ม ก้อน จุด หรือแผลต่างๆ
*เห็บ หมัด เหา ไร หรือคนในบ้านทุกคน
การดูแล ป้องกัน และการรักษาโรคผิวหนัง
— การรักษาโรคผิวหนัง
*ใช้เวลา มีค่าใช้สูงพอสมควร
*แต่ละโรคก็มีวิธีรักษาได้มากกว่า 1 วิธี และค่าใช้จ่ายก็ขึ้นกับต้นทุนของแต่ละวิธี
*ค่าใช้จ่ายขึ้นกับวิธีการรักษา แต่วิธีการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูงไม่จำเป็นต้องได้ผลการรรักษาที่ดีกว่าวิธีการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายที่ราคาต่ำกว่า
*ต้องทำคู่กับการปรับการเลี้ยงดูที่ถูกหลัก
*ไม่ยาวิเศษที่รักษาได้ทุกโรค ยกเว้นการวินิจฉัยที่แม่นยำ ร่วมกับการรักษาที่ถูกวิธี และมีการดูแลที่เหมาะสม
*ต้องการความร่วมมือระหว่างหมอ กับเจ้าของสัตว์ค่อนข้างมาก
—
— การดูแลสัตว์เลี้ยงที่เป็นโรคผิวหนัง
*ปฏิบัติตามคำแนะนำของหมออย่างเคร่งครัด
*สัตว์เลี้ยงไม่ใช่สัตว์ทดลอง – อย่าทำตนเป็นกูรูลองยาหรือวิธีการแปลกๆโดยไม่ได้มีศึกษามาอย่างดี
*ให้อาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน และสมดุล แก่สัตว์ป่วย
— *มีการอาบน้ำ และใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพของตัวสัตว์
— *ให้ตามคำแนะนำของหมอ
— *ถ้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับการรักษา – คุยกับหมอเจ้าของไข้โดยตรง ถ้าไม่ได้คำตอบที่น่าพอใจ หรือเชื่อถือได้ - เปลี่ยนหมอ
—
—
—
—
— การป้องกันโรคผิวหนัง แก่สัตว์เลี้ยง
*ไม่มีวิธีที่ป้องกันได้ 100%
*แต่ลดโอกาสการเป็นโรคผิวหนังได้โดย
*การเลี้ยงดูที่ถูกหลัก
*มีการอาบน้ำ และใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพของตัวสัตว์
*ให้อาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน และสมดุล
*มีการฉีดวัคซีนตามโปรแกรมที่เหมาะสม มีการถ่ายพยาธิ ควบคุมและกำจัดเห็บ หมัด อย่างสม่ำเสมอ
*อย่าลองของแปลก
โรคผิวหนังที่เกิดจากโรคภูมิแพ้
*คือ โรคผิวหนังที่เกิดจากภาวะไวเกินของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายในรูปแบบที่ I หรือ IV หรือทั้งสองรูปแบบร่วมกัน
*เป็นโรคของบุญเก่า กรรมเก่า
— *มี 5 รูปแบบ
— +การแพ้น้ำลายของหมัดหรือของแมลงบางชนิด
— +การแพ้เหล็กใน หรือพิษของแมลงหรือแมง
— +ปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์จากอาหาร
+โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หรือการแพ้สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ
— +การแพ้สัมผัส
— +หมอบางคนอาจแยก การแพ้สารคัดหลั่งจากยีสต์ หรือ แบคทีเรียออกเป็นอีกกลุ่ม
— *มักมีโรคผิวหนังโรคอื่นๆเกิดร่วมด้วยเสมอ
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสัตว์เลี้ยงมีปัญหาโรคภูมิแพ้
ทำได้โดยดูจาก
*อาการคัน เกา เลีย แทะตามตัว เท้า หู หลัง ท้อง
*ชอบไถตัว + ก้น
*สังคตัง
*หูอักเสบที่มีการกลับมาเป็นใหม่ใน 2 ปี
*หาหมอ
*มีรังแค หรือ กลิ่นตัวแรง
การดูแล ป้องกัน และการรักษาโรคภูมิแพ้
*ทำเหมือน การดูแลโรคผิวหนังทั่วไป แต่เพิ่มความเข้มงวดเรื่องการควบคุม และกำจัดเห็บ หมัด - อย่าการ์ดตก
*ในกรณีที่แพ้อาหาร ให้ระวังเรื่องให้อาหาร อย่าคิดว่านิดหน่อยไม่น่าเป็นอะไร - เวลาโรคกลับรักษายากกว่าตอนเริ่มต้นมาก
โดย น.สพ. รังสรรค์ สกุลพลอย
โรคผิวหนัง คือ ความผิดปกติอะไรก็ได้ที่เกิดกับผิวหนัง เช่น อาการเกาคัน เม็ดตุ่ม ก้อนต่างๆ แผล หรือการที่มีสิ่งแปลกปลอมอะไรก็ได้มาอยู่บนหรือในผิวหนัง
อะไรที่ทำให้เกิดโรคผิวหนัง
*การติดเชื้อ – แบคทีเรีย รา ยีสต์ หรือไวรัส
*ปรสิต – เห็บ หมัด เหา ไร ไรขี้เรื้อน หนอนแมลง หรือหนอนพยาธิบางชนิด
*ภูมิแพ้ และความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน – แพ้สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ ในอาหาร น้ำลายหมัด พิษของแมลง แพ้สัมผัส และ โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง
*ความผิดปกติของระบบฮอร์โมน เช่นภาวะขาดฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์
*มะเร็ง และเนื้องอก
*ปัจจัยทางกายภาพ และเคมี - ไฟไหม้ กรด ด่าง น้ำมันปิโตรเลี่ยม ยาบางชนิด
*คน – หมอ เจ้าของสัตว์ และกูรูทั้งหลาย – ที่ชอบลองการรักษาโดยที่ยังไม่มีการพิสูจน์ว่าได้ผล ไม่มีความรู้เพียงพอ หรือรักษาผิดวิธี เช่นยาไม่ครบคอร์ส หรือขนาดไม่เพียงพอ ใช้ยาไม่ตรงโรค หรือใช้ยาที่อาจเป็นพิษในสัตว์ได้
*สิ่งแปลกปลอม – เสี้ยน หนาม
*ความผิดปกติทางจิตเวช
*ยังไม่ทราบสาเหตุ
ความรุนแรงของการเกิดโรคผิวหนังขึ้นกับ
*ชนิด และปริมาณของตัวก่อโรค
*ความทนต่อโรคของตัวสัตว์ป่วย
*พันธุกรรมของตัวสัตว์ป่วย
*การดูแลรักษา (หมอ + เจ้าของสัตว์ + ตัวสัตว์)
*บุญเก่า กรรมเก่า
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสัตว์เลี้ยงมีปัญหาโรคผิวหนัง
ทำได้โดยดูจาก
*อาการคัน เกา เลีย แทะตามตัว เท้า หู หลัง ท้อง
*ชอบไถตัว + ก้น
*สังคตัง
— *ขนร่วง มีรังแค หรือ กลิ่นตัวแรง
*ตุ่ม ก้อน จุด หรือแผลต่างๆ
*เห็บ หมัด เหา ไร หรือคนในบ้านทุกคน
การดูแล ป้องกัน และการรักษาโรคผิวหนัง
— การรักษาโรคผิวหนัง
*ใช้เวลา มีค่าใช้สูงพอสมควร
*แต่ละโรคก็มีวิธีรักษาได้มากกว่า 1 วิธี และค่าใช้จ่ายก็ขึ้นกับต้นทุนของแต่ละวิธี
*ค่าใช้จ่ายขึ้นกับวิธีการรักษา แต่วิธีการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูงไม่จำเป็นต้องได้ผลการรรักษาที่ดีกว่าวิธีการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายที่ราคาต่ำกว่า
*ต้องทำคู่กับการปรับการเลี้ยงดูที่ถูกหลัก
*ไม่ยาวิเศษที่รักษาได้ทุกโรค ยกเว้นการวินิจฉัยที่แม่นยำ ร่วมกับการรักษาที่ถูกวิธี และมีการดูแลที่เหมาะสม
*ต้องการความร่วมมือระหว่างหมอ กับเจ้าของสัตว์ค่อนข้างมาก
—
— การดูแลสัตว์เลี้ยงที่เป็นโรคผิวหนัง
*ปฏิบัติตามคำแนะนำของหมออย่างเคร่งครัด
*สัตว์เลี้ยงไม่ใช่สัตว์ทดลอง – อย่าทำตนเป็นกูรูลองยาหรือวิธีการแปลกๆโดยไม่ได้มีศึกษามาอย่างดี
*ให้อาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน และสมดุล แก่สัตว์ป่วย
— *มีการอาบน้ำ และใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพของตัวสัตว์
— *ให้ตามคำแนะนำของหมอ
— *ถ้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับการรักษา – คุยกับหมอเจ้าของไข้โดยตรง ถ้าไม่ได้คำตอบที่น่าพอใจ หรือเชื่อถือได้ - เปลี่ยนหมอ
—
—
—
—
— การป้องกันโรคผิวหนัง แก่สัตว์เลี้ยง
*ไม่มีวิธีที่ป้องกันได้ 100%
*แต่ลดโอกาสการเป็นโรคผิวหนังได้โดย
*การเลี้ยงดูที่ถูกหลัก
*มีการอาบน้ำ และใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพของตัวสัตว์
*ให้อาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน และสมดุล
*มีการฉีดวัคซีนตามโปรแกรมที่เหมาะสม มีการถ่ายพยาธิ ควบคุมและกำจัดเห็บ หมัด อย่างสม่ำเสมอ
*อย่าลองของแปลก
โรคผิวหนังที่เกิดจากโรคภูมิแพ้
*คือ โรคผิวหนังที่เกิดจากภาวะไวเกินของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายในรูปแบบที่ I หรือ IV หรือทั้งสองรูปแบบร่วมกัน
*เป็นโรคของบุญเก่า กรรมเก่า
— *มี 5 รูปแบบ
— +การแพ้น้ำลายของหมัดหรือของแมลงบางชนิด
— +การแพ้เหล็กใน หรือพิษของแมลงหรือแมง
— +ปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์จากอาหาร
+โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หรือการแพ้สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ
— +การแพ้สัมผัส
— +หมอบางคนอาจแยก การแพ้สารคัดหลั่งจากยีสต์ หรือ แบคทีเรียออกเป็นอีกกลุ่ม
— *มักมีโรคผิวหนังโรคอื่นๆเกิดร่วมด้วยเสมอ
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสัตว์เลี้ยงมีปัญหาโรคภูมิแพ้
ทำได้โดยดูจาก
*อาการคัน เกา เลีย แทะตามตัว เท้า หู หลัง ท้อง
*ชอบไถตัว + ก้น
*สังคตัง
*หูอักเสบที่มีการกลับมาเป็นใหม่ใน 2 ปี
*หาหมอ
*มีรังแค หรือ กลิ่นตัวแรง
การดูแล ป้องกัน และการรักษาโรคภูมิแพ้
*ทำเหมือน การดูแลโรคผิวหนังทั่วไป แต่เพิ่มความเข้มงวดเรื่องการควบคุม และกำจัดเห็บ หมัด - อย่าการ์ดตก
*ในกรณีที่แพ้อาหาร ให้ระวังเรื่องให้อาหาร อย่าคิดว่านิดหน่อยไม่น่าเป็นอะไร - เวลาโรคกลับรักษายากกว่าตอนเริ่มต้นมาก
Labels:
แมว,
โรคผิวหนัง,
โรคภูมิแพ้,
สัตว์เลี้ยง,
สุนัข,
หมา,
อาการของโรคผิวหนัง และหูอักเสบ
Monday, October 18, 2010
หมัด การควบคุม และกำจัดหมัด (FLEAS AND FLEA CONTROL)
หมัด การควบคุม และกำจัดหมัด (FLEAS AND FLEA CONTROL)
หมัด หรือบางคนเรียกว่าหมัดแมวเป็นตัวปรสิตภายนอกที่สร้างปัญหาโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยที่สุด ที่คลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) พบว่าประมาณร้อยละ 90 ของโรคผิวหนังในสุนัขและแมว ที่มาใช้บริการกับทางคลินิก มักมีปัญหาโรคผิวหนังอักเสบจากการแพ้น้ำลายหมัดร่วมอยู่ด้วย นอกจากนี้หมัดยังเป็นตัวพาหะนำโรคต่างๆเช่นการติดพยาธิตัวตืด โรคฮีโมบาร์โทเนโลซิสเป็นต้น การควบคุมหมัดเป็นความท้าทายของสัตวแพทย์และตัวเจ้าของสัตว์ เพราะว่าตัวหมัดที่โตเต็มวัยเท่านั้นที่สร้างปัญหา แต่ทว่าในสภาพแวดล้อมรอบตัวสัตว์จะอุดมไปด้วยไข่ และตัวอ่อนระยะต่างๆของหมัดเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งไข่ และตัวอ่อนระยะต่างๆของหมัดเหล่านี้ จะเป็นตัวเพิ่มประชากรตัวหมัดที่โตเต็มวัยบนตัวสัตว์ และในสภาพแวดล้อมรอบตัวสัตว์ต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้การควบคุมหมัดที่ดีในทางทฤษฎีคือ ต้องได้ผลครอบคลุมตัวหมัดทุกระยะ ทั้งบนตัวสัตว์ทุกตัว และในสภาพแวดล้อม ก่อนที่เราจะเข้าสู่การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม เราควรที่จะต้องรู้จักวงชีวิตของหมัดกันก่อน
วงชีวิตของหมัด (Ctenocephalides felis)
ตัวหมัดจะวางไข่บนขนของตัวสัตว์ที่มันอาศัยอยู่ หลังจากนั้นไข่หมัดจะร่วงหล่นจากตัวสัตว์ที่มันอาศัยอยู่ ไข่หมัดจะมีความทนต่อยาฆ่าแมลงทุกชนิด แต่จะไวต่อยาควบคุมการเจริญเติบโตของแมลง ตัวอ่อนของหมัด (Larvae) จะออกจากไข่ และเจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมรอบตัวสัตว์เลี้ยง และกินมูล (เลือด) ที่ตัวหมัดถ่ายแล้วร่วงหล่นลงมาจากขนบนตัวสัตว์ ตัวอ่อนของหมัดจะไวต่อยาฆ่าแมลงทั่วๆไป สารในกลุ่มบอเรต และยาควบคุมการเจริญเติบโตของแมลง ตัวอ่อนของหมัดจะ
สร้างรังคล้ายรังไหมขึ้นมาหุ้มตัวมันเองแล้วพัฒนาเป็นตัวดักแด้ (Pupae) ต่อไป ซึ่งกระบวนการนี้ มักเกิดภายในเส้นใยของพรม ใยผ้า หรือใต้ใบหญ้า ในที่ที่ไม่โดนแสงแดด โดยตัวดักแด้ที่เกิดขึ้นมานี้ จะมีความทนต่อการแช่แข็ง การทำให้แห้ง และยาฆ่าแมลงหลายๆชนิด ตัวดักแด้จะสามารถคงสภาพดักแด้ได้หลายๆเดือนจนกว่าจะมีการกระตุ้นให้ลอกคราบเป็นตัวหมัดขั้นแรก ปัจจัยที่ช่วยทำให้เกิดการลอกคราบของตัวดักแด้ได้แก่ การสั่นสะเทือน ความร้อน และการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยปกติแล้วการลอกคราบของตัวดักแด้จะเกิดขึ้นเมื่อมีเหยื่ออยู่ใกล้ๆ และตัวหมัดขั้นแรกจะต้องพบเหยื่อในเวลาไม่กี่วินาที ตัวหมัดขั้นแรกที่เพิ่งออกมาจากไข่ ถ้าอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่กี่วันโดยไม่มีเหยื่อ ตัวหมัดที่เพิ่งเกิดใหม่จะเริ่มกินเลือดภายใน 1 ชั่วโมงหลังพบเหยื่อ (สุนัข และแมว) หลังจากที่หมัดดูดเลือดจากเหยื่อแล้ว ตัวหมัดจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานหลังจากที่ลงจากตัวเหยื่อ ส่วนใหญ่แล้วอัตราการตายของตัวหมัดที่อยู่บนตัวเหยื่อที่ไม่ใช่ลูกสัตว์จะค่อนข้างสูง ส่วนใหญ่จะอยู่บนตัวเหยื่อได้ไม่เกิน 72 ชั่วโมงบนตัวเหยื่อที่มีอาการคันและสามารถแทะเลียตัวเองได้ แต่โชคไม่ดีที่กว่าที่ที่ตัวหมัดจะตาย ก็วางไข่ไปจำนวนมากแล้ว วงจรชีวิตของหมัดจะตกประมาณ 16 วัน
วิธีการควบคุมหมัดที่ควรทำ (FLEA CONTROL RECOMMENDATIONS)
ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)มีความเห็นว่า เราต้องการให้สัตว์ที่มีปัญหาการแพ้น้ำลายหมัด ต้องปลอดจากหมัด 100% เพื่อให้ปลอดจากอาการแพ้น้ำลายหมัดอย่าง 100% ในกรณีที่มีการถูกหมัดกัดแม้เพียงเล็กน้อย (ถูกกัดแค่ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์) ก็มากเพียงพอที่จะทำให้เกิดอาการการแพ้น้ำลายหมัดได้แล้ว ช่วงระยะหลังๆในหลายๆประเทศเริ่มมีการทำการควบคุมหมัดในสภาพแวดล้อมของสัตว์เลี้ยงโดยการใช้สารยับยั้งตัวอ่อนของหมัดควบคู่ไปกับการควบคุมหมัดบนตัวสัตว์ วิธีนี้เป็นวิธีที่ค่อนข้างจะเรียกได้ว่าได้ผลดีที่สุดในปัจจุบัน แต่ทว่ายังคงต้องการทำซ้ำหลายๆครั้งเพื่อเพิ่ม และคงประสิทธิภาพอันเป็นการที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่สูงและแรงงานอีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งสารยับยั้งตัวอ่อนของหมัดยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งทำให้การควบคุมหมัดที่มีประสิทธิภาพสำหรับสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยทำได้ยากลำบากยิ่งขึ้น การใช้สารกำจัดตัวโตเต็มวัยของหมัดที่อยู่บนตัวสัตว์เพียงอย่างเดียวพบว่ามีผลแค่บรรเทาอาการเท่านั้น และยาที่ใช้ในการกำจัดหมัดที่มีจำหน่ายในประเทศไทย ส่วนใหญ่ออกฤทธิ์ในการฆ่าที่ช้าทำให้ หมัดสามารถมีช่วงเวลาที่จะฉีดน้ำลายแก่สัตว์เลี้ยงได้อย่างเต็มที่ แล้วยังเหลือเวลามากพอที่จะวางไข่เพื่อแพร่พันธุ์ต่อไปก่อนที่จะตายอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ยาที่ใช้ในการกำจัดหมัดที่สามารถลดการรับน้ำลายหมัดก็มีจำหน่ายในประเทศไทยเช่นกัน แต่ก็ข้อจำกัดการใช้บางอย่าง และหาซื้อได้ค่อนข้างยาก สำหรับตัวผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการควบคุมหมัด ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ไม่สามารถแนะนำโดยไม่ผ่านการตรวจและรักษาจากทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)ได้ เพราะมีข้อจำกัดในเรื่องจรรยาบรรณ และกฎหมายเกี่ยวกับการโฆษณา
ในความเห็นของทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) การกำจัดหมัด เพื่อการรักษาการแพ้น้ำลายหมัดที่ทำได้ในประเทศไทย คือการใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถลดการรับน้ำลายหมัดกับสัตว์เลี้ยงทุกตัวในบ้าน ร่วมกับการกำจัดหมัดที่อยู่ในสภาพแวดล้อมของสัตว์เลี้ยงอย่างเต็มที่
หมัด หรือบางคนเรียกว่าหมัดแมวเป็นตัวปรสิตภายนอกที่สร้างปัญหาโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยที่สุด ที่คลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) พบว่าประมาณร้อยละ 90 ของโรคผิวหนังในสุนัขและแมว ที่มาใช้บริการกับทางคลินิก มักมีปัญหาโรคผิวหนังอักเสบจากการแพ้น้ำลายหมัดร่วมอยู่ด้วย นอกจากนี้หมัดยังเป็นตัวพาหะนำโรคต่างๆเช่นการติดพยาธิตัวตืด โรคฮีโมบาร์โทเนโลซิสเป็นต้น การควบคุมหมัดเป็นความท้าทายของสัตวแพทย์และตัวเจ้าของสัตว์ เพราะว่าตัวหมัดที่โตเต็มวัยเท่านั้นที่สร้างปัญหา แต่ทว่าในสภาพแวดล้อมรอบตัวสัตว์จะอุดมไปด้วยไข่ และตัวอ่อนระยะต่างๆของหมัดเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งไข่ และตัวอ่อนระยะต่างๆของหมัดเหล่านี้ จะเป็นตัวเพิ่มประชากรตัวหมัดที่โตเต็มวัยบนตัวสัตว์ และในสภาพแวดล้อมรอบตัวสัตว์ต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้การควบคุมหมัดที่ดีในทางทฤษฎีคือ ต้องได้ผลครอบคลุมตัวหมัดทุกระยะ ทั้งบนตัวสัตว์ทุกตัว และในสภาพแวดล้อม ก่อนที่เราจะเข้าสู่การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม เราควรที่จะต้องรู้จักวงชีวิตของหมัดกันก่อน
วงชีวิตของหมัด (Ctenocephalides felis)
ตัวหมัดจะวางไข่บนขนของตัวสัตว์ที่มันอาศัยอยู่ หลังจากนั้นไข่หมัดจะร่วงหล่นจากตัวสัตว์ที่มันอาศัยอยู่ ไข่หมัดจะมีความทนต่อยาฆ่าแมลงทุกชนิด แต่จะไวต่อยาควบคุมการเจริญเติบโตของแมลง ตัวอ่อนของหมัด (Larvae) จะออกจากไข่ และเจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมรอบตัวสัตว์เลี้ยง และกินมูล (เลือด) ที่ตัวหมัดถ่ายแล้วร่วงหล่นลงมาจากขนบนตัวสัตว์ ตัวอ่อนของหมัดจะไวต่อยาฆ่าแมลงทั่วๆไป สารในกลุ่มบอเรต และยาควบคุมการเจริญเติบโตของแมลง ตัวอ่อนของหมัดจะ
สร้างรังคล้ายรังไหมขึ้นมาหุ้มตัวมันเองแล้วพัฒนาเป็นตัวดักแด้ (Pupae) ต่อไป ซึ่งกระบวนการนี้ มักเกิดภายในเส้นใยของพรม ใยผ้า หรือใต้ใบหญ้า ในที่ที่ไม่โดนแสงแดด โดยตัวดักแด้ที่เกิดขึ้นมานี้ จะมีความทนต่อการแช่แข็ง การทำให้แห้ง และยาฆ่าแมลงหลายๆชนิด ตัวดักแด้จะสามารถคงสภาพดักแด้ได้หลายๆเดือนจนกว่าจะมีการกระตุ้นให้ลอกคราบเป็นตัวหมัดขั้นแรก ปัจจัยที่ช่วยทำให้เกิดการลอกคราบของตัวดักแด้ได้แก่ การสั่นสะเทือน ความร้อน และการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยปกติแล้วการลอกคราบของตัวดักแด้จะเกิดขึ้นเมื่อมีเหยื่ออยู่ใกล้ๆ และตัวหมัดขั้นแรกจะต้องพบเหยื่อในเวลาไม่กี่วินาที ตัวหมัดขั้นแรกที่เพิ่งออกมาจากไข่ ถ้าอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่กี่วันโดยไม่มีเหยื่อ ตัวหมัดที่เพิ่งเกิดใหม่จะเริ่มกินเลือดภายใน 1 ชั่วโมงหลังพบเหยื่อ (สุนัข และแมว) หลังจากที่หมัดดูดเลือดจากเหยื่อแล้ว ตัวหมัดจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานหลังจากที่ลงจากตัวเหยื่อ ส่วนใหญ่แล้วอัตราการตายของตัวหมัดที่อยู่บนตัวเหยื่อที่ไม่ใช่ลูกสัตว์จะค่อนข้างสูง ส่วนใหญ่จะอยู่บนตัวเหยื่อได้ไม่เกิน 72 ชั่วโมงบนตัวเหยื่อที่มีอาการคันและสามารถแทะเลียตัวเองได้ แต่โชคไม่ดีที่กว่าที่ที่ตัวหมัดจะตาย ก็วางไข่ไปจำนวนมากแล้ว วงจรชีวิตของหมัดจะตกประมาณ 16 วัน
วิธีการควบคุมหมัดที่ควรทำ (FLEA CONTROL RECOMMENDATIONS)
ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)มีความเห็นว่า เราต้องการให้สัตว์ที่มีปัญหาการแพ้น้ำลายหมัด ต้องปลอดจากหมัด 100% เพื่อให้ปลอดจากอาการแพ้น้ำลายหมัดอย่าง 100% ในกรณีที่มีการถูกหมัดกัดแม้เพียงเล็กน้อย (ถูกกัดแค่ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์) ก็มากเพียงพอที่จะทำให้เกิดอาการการแพ้น้ำลายหมัดได้แล้ว ช่วงระยะหลังๆในหลายๆประเทศเริ่มมีการทำการควบคุมหมัดในสภาพแวดล้อมของสัตว์เลี้ยงโดยการใช้สารยับยั้งตัวอ่อนของหมัดควบคู่ไปกับการควบคุมหมัดบนตัวสัตว์ วิธีนี้เป็นวิธีที่ค่อนข้างจะเรียกได้ว่าได้ผลดีที่สุดในปัจจุบัน แต่ทว่ายังคงต้องการทำซ้ำหลายๆครั้งเพื่อเพิ่ม และคงประสิทธิภาพอันเป็นการที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่สูงและแรงงานอีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งสารยับยั้งตัวอ่อนของหมัดยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งทำให้การควบคุมหมัดที่มีประสิทธิภาพสำหรับสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยทำได้ยากลำบากยิ่งขึ้น การใช้สารกำจัดตัวโตเต็มวัยของหมัดที่อยู่บนตัวสัตว์เพียงอย่างเดียวพบว่ามีผลแค่บรรเทาอาการเท่านั้น และยาที่ใช้ในการกำจัดหมัดที่มีจำหน่ายในประเทศไทย ส่วนใหญ่ออกฤทธิ์ในการฆ่าที่ช้าทำให้ หมัดสามารถมีช่วงเวลาที่จะฉีดน้ำลายแก่สัตว์เลี้ยงได้อย่างเต็มที่ แล้วยังเหลือเวลามากพอที่จะวางไข่เพื่อแพร่พันธุ์ต่อไปก่อนที่จะตายอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ยาที่ใช้ในการกำจัดหมัดที่สามารถลดการรับน้ำลายหมัดก็มีจำหน่ายในประเทศไทยเช่นกัน แต่ก็ข้อจำกัดการใช้บางอย่าง และหาซื้อได้ค่อนข้างยาก สำหรับตัวผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการควบคุมหมัด ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ไม่สามารถแนะนำโดยไม่ผ่านการตรวจและรักษาจากทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)ได้ เพราะมีข้อจำกัดในเรื่องจรรยาบรรณ และกฎหมายเกี่ยวกับการโฆษณา
ในความเห็นของทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) การกำจัดหมัด เพื่อการรักษาการแพ้น้ำลายหมัดที่ทำได้ในประเทศไทย คือการใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถลดการรับน้ำลายหมัดกับสัตว์เลี้ยงทุกตัวในบ้าน ร่วมกับการกำจัดหมัดที่อยู่ในสภาพแวดล้อมของสัตว์เลี้ยงอย่างเต็มที่
Friday, September 24, 2010
อาการที่บอกให้รู้ว่าสุนัขของคุณมีปัญหาหูอักเสบ
หูของสุนัขของท่านมีอาการต่อไปนี้หรือไม่
บวม แดง (Red; swollen), ขนบนใบหูร่วง (Hair loss on pinnae), กลิ่นเหม็น (Bad odor), คัน (Itchy), สะบัดหัวบ่อยๆ (Head shaking), มีก้อนเนื้อ (Masses), ขี้หูมาก (Excessive cerumen), หัวเอียง (Head tilt), มีของเหลวขุ่นๆ ครีมๆ เหลืองๆในรูหู
(Creamy, yellow discharge in the ears), มีหนอง (pus)
ถ้ามีควรพาสุนัขของท่านไปพบสัตวแพทย์โดยเร็วที่สุด
บวม แดง (Red; swollen), ขนบนใบหูร่วง (Hair loss on pinnae), กลิ่นเหม็น (Bad odor), คัน (Itchy), สะบัดหัวบ่อยๆ (Head shaking), มีก้อนเนื้อ (Masses), ขี้หูมาก (Excessive cerumen), หัวเอียง (Head tilt), มีของเหลวขุ่นๆ ครีมๆ เหลืองๆในรูหู
(Creamy, yellow discharge in the ears), มีหนอง (pus)
ถ้ามีควรพาสุนัขของท่านไปพบสัตวแพทย์โดยเร็วที่สุด
Labels:
โรคผิวหนัง,
สุนัข,
หมา,
อาการของโรคผิวหนัง และหูอักเสบ
อาการที่บอกให้รู้ว่าสุนัขของคุณมีอาการคัน
ท่านเจ้าของสัตว์เลี้ยง เห็นสุนัขของท่านมีพฤติกรรมต่อไปนี้หรือไม่
ชอบเอาเท้าถูหน้า (rub at the face), เลียแถวท้อง (lick the stomach area), แทะแถวหาง (bite at the tail area) เกาสีข้างลำตัว (scratch at its sides), เอาหลังไถโต๊ะ ผนัง หรือพื้น (roll on its back), เลีย หรือแทะเท้า (lick or chew the paws)
ถ้ามี ควรหาเวลาพาสุนัขของท่านไปพบสัตวแพทย์ เพื่อที่จะได้หาสาเหตุที่ทำให้คัน และจะได้รักษาได้ทัน และง่าย
ชอบเอาเท้าถูหน้า (rub at the face), เลียแถวท้อง (lick the stomach area), แทะแถวหาง (bite at the tail area) เกาสีข้างลำตัว (scratch at its sides), เอาหลังไถโต๊ะ ผนัง หรือพื้น (roll on its back), เลีย หรือแทะเท้า (lick or chew the paws)
ถ้ามี ควรหาเวลาพาสุนัขของท่านไปพบสัตวแพทย์ เพื่อที่จะได้หาสาเหตุที่ทำให้คัน และจะได้รักษาได้ทัน และง่าย
Labels:
โรคผิวหนัง,
สุนัข,
หมา,
อาการของโรคผิวหนัง และหูอักเสบ
อาการที่บอกให้รู้ว่าสัตว์เลี้ยงของคุณเป็นโรคผิวหนัง
จากการสังเกตุของทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) อาการที่บอกให้รู้ว่าสัตว์เลี้ยงของคุณเป็นโรคผิวหนังได้แก่
แผลเปื่อย แผลถลอก (sores), รังแค (dandruff), ขนร่วง (hair loss), มีสะเก็ดแผล (scabs), ผิวหนังนังแดง (redness), ตาแฉะ (watery eyes), ลมพิษ (hives), หูอักเสบ (ear problems), ผิวหนังร้อนกว่าปกติ ('heat'), กลิ่นตัว (odor), ผิวหนังแฉะ หรือเยิ้ม (sweating), มีเม็ดตุ่มตามตัว (spot), ขนร่วง (Hair loss), ขนหยาบกระด้าง (Dull; unkempt), รังแค และสะเก็ด (Scaly), ผิวหนังแห้ง (Dry), ผิวหนังมัน (Oily), คัน (Itching), ผลัดขนมากผิดสังเกตุ (Over-shedding), สังคตัง (Mats), ก้อนเนื้องอก หรือหูดบนผิวหนัง (Tumors or warts), เห็นตัวเห็บ หมัด เหา หรือไร (Parasites), มีก้อนแปลกๆอยู่ใต้ผิวหนัง (Abnormal lumps under the skin), ตุ่มหนอง (Pustules), มีสะเก็ดที่หัว และคอ (Crusts on neck and head)
จะเห็นได้ว่ามีหลายอาการที่นึกไม่ถึงว่า จะเป็นอาการที่ฟ้องกำลังมีปัญหาที่ผิวหนัง ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอให้ลองสังเกตุที่ตัวสัตว์เลี้ยงของท่านดู ถ้ามีอาการข้างต้น ควรหาเวลาที่สะดวกเพื่อที่จะได้พาสัตว์เลี้ยงของท่านไปพบสัตวแพทย์ ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามจนแก้ไขได้ยาก
แผลเปื่อย แผลถลอก (sores), รังแค (dandruff), ขนร่วง (hair loss), มีสะเก็ดแผล (scabs), ผิวหนังนังแดง (redness), ตาแฉะ (watery eyes), ลมพิษ (hives), หูอักเสบ (ear problems), ผิวหนังร้อนกว่าปกติ ('heat'), กลิ่นตัว (odor), ผิวหนังแฉะ หรือเยิ้ม (sweating), มีเม็ดตุ่มตามตัว (spot), ขนร่วง (Hair loss), ขนหยาบกระด้าง (Dull; unkempt), รังแค และสะเก็ด (Scaly), ผิวหนังแห้ง (Dry), ผิวหนังมัน (Oily), คัน (Itching), ผลัดขนมากผิดสังเกตุ (Over-shedding), สังคตัง (Mats), ก้อนเนื้องอก หรือหูดบนผิวหนัง (Tumors or warts), เห็นตัวเห็บ หมัด เหา หรือไร (Parasites), มีก้อนแปลกๆอยู่ใต้ผิวหนัง (Abnormal lumps under the skin), ตุ่มหนอง (Pustules), มีสะเก็ดที่หัว และคอ (Crusts on neck and head)
จะเห็นได้ว่ามีหลายอาการที่นึกไม่ถึงว่า จะเป็นอาการที่ฟ้องกำลังมีปัญหาที่ผิวหนัง ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอให้ลองสังเกตุที่ตัวสัตว์เลี้ยงของท่านดู ถ้ามีอาการข้างต้น ควรหาเวลาที่สะดวกเพื่อที่จะได้พาสัตว์เลี้ยงของท่านไปพบสัตวแพทย์ ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามจนแก้ไขได้ยาก
Labels:
แมว,
โรคผิวหนัง,
สัตว์เลี้ยง,
สุนัข,
หมา,
อาการของโรคผิวหนัง และหูอักเสบ
Thursday, August 26, 2010
กลิ่นตุๆของเจ้าตูบ
กลิ่นตุๆของเจ้าตูบ เกิดจากหลายๆสาเหตุทั้งจากโดยธรรมชาติ (ปกติ) และจากความผิดปกติต่างๆ ซึ่งโดยทั่วไปกลิ่นตัธรรมชาติมักจะไม่รุนแรง แต่กลิ่นตัวที่เกิดจากความผิดปกติของตัวสุนัขมักจะรุนแรง
กลิ่นตัวตามธรรมชาติ
โดยทั่วไปสุนัขปกติจะมีการหลั่งสารบางอย่างเพื่อแสดงตัวตน ซึ่งเทียบได้กับบัตรประชาชน หรือหนังสือเดินทาง แต่กลิ่นของสารเหล่านี้บางครั้งก็สร้างความไม่ประทับใจให้คนหลายๆคน กลิ่นของสารเหล่านี้จะพบมากแถวรอบๆรูทวารหนัก รูหู และฝ่าเท้า เพราะผิวหนังบริเวณนี้มีต่อมที่สร้างสารเหล่านี้อยู่ค่อนข้างมาก
ต่อมต่างๆที่สร้างกลิ่นของผิวหนังสุนัข หรือต่อมเหงื่อของสุนัข หรือ apocrine glands จะไม่มีการสร้างเหงื่อเพื่อทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายเหมือนในคน แต่จะทำหน้าที่สร้างและหลั่งสารฟีโรโมน เพื่อใช้ในการสื่อสารกับสุนัขตัวอื่น อย่างไรก็ตาม สุนัขก็มีต่อมเหงื่อจริงๆเหมือนกันซึ่งเราเรียกว่า eccrine glands โดยจะพบได้ที่ฝ่าเท้าและจมูก ซึ่งจะทำหน้าที่ให้ความชุ่มชื้นกับผิวหนังส่วนนี้ ที่ฝ่าเท้า จุลชีพที่อาศัยอยู่ที่ชั้นผิวจะสร้างกลิ่นคล้ายชีสต์ ซึ่งจะได้กลิ่นชัดเจนกว่าในสุนัขที่ฝ่าเท้าชุ่มชื้นมากกว่าพวกฝ่าเท้าแห้ง
นอกจากนี้ สุนัขยังมีต่อมต่างๆมากมายในผิวหนังของรูหูชั้นนอก ได้แก่ ต่อมขี้หู (ceruminous glands) และต่อมไขมัน(sebaceous glands) ซึ่งสร้างขี้หูและแวกซ์ พวกจุลชีพที่อาศัยอยู่ที่นี่ สร้างกลิ่นหืนแบบอ่อนๆในสภาวะปกติ
สุนัข ก็เป็นเฉกเช่นสัตว์กินเนื้อทั่วไป จะมีต่อมข้างก้นอยู่ 2 ต่อมข้างๆทวารหนัก ซึ่งต่อมนี้จะปล่อยอ่อนๆ ถึงเหม็นอย่างรุนแรง ปกติต่อมนี้จะปล่อยกลิ่นติดออกมากับอุจจาระ แต่จะปล่อยกิ่นที่รุนแรงในปริมาณมากๆเวลาตกใจ หรือกลัวมากๆ ทนักสัตววิทยาเชื่อว่าสุนัขปล่อยกลิ่นนี้เพื่อเตือนสุนัขตัวอื่นๆ หรือแสดงตัวตนเวลาออกนอกพื้นที่ของตนเอง โดยให้ตัวอื่นมาดมก้น
แหล่งกำเนิดกลิ่นตัวอีกแหล่งมาจากตัวพฤติกรรมของสุนัขเอง สุนัขบางตัวชอบเอาตัวกลิ้ง หรือถูไปบนกลิ่นบางอย่างที่อยู่ในสภาพแวดล้อมของตัวสุนัข เช่น เศษอุจจาระของเหยื่อ โดยเฉพาะอุจจาระกระต่าย เราเชื่อว่าพฤติกรรมนี้น่าจะเป็นพฤติกรรมรวมฝูงที่ได้รับถ่ายทอดมาจากสุนัขป่าซึ่งเป็นบรรพบุรุษของมัน
กลิ่นตัวที่เกิดจากความผิดปกติของตัวสุนัข หรือกลิ่นผิดธรรมชาติ
ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) มักได้ยินคำบ่นของกลิ่นชนิดนี้จากเจ้าของสัตว์เลี้ยง (ทั้งที่รูตัว และไม่รู้ตัวว่า สุนัขของตนมีความผิดปกติบางอย่างอยู่ โดยเฉพาะโรคผิวหนัง) ที่มาใช้บริการว่าสุนัขของตนกิ่นตัวแรง อาบน้ำเท่าไรก็ไม่หาย หรืออาบน้ำไปแป๊บเดียวก็เหม็นอีกแล้ว แหล่งที่ทำให้เกิดกลิ่นตัวที่เกิดจากความผิดปกติของตัวสุนัข หรือกลิ่นผิดธรรมชาติ ได้แก่
* การดูแลขนที่ไม่ถูกวิธี หรือการดูแลขนที่ไม่ดี พบได้บ่อยในสุนัขขนยาว หนา หยิก หรือแน่น ขนที่ไม่ค่อยได้แปรงและทำความสะอาด หรือได้รับการดูแลที่ผิดวิธี จะเป็นตัวที่เก็บฝุ่น หรือสิ่งสกปรกซึ่งทำให้การสะสมกลิ่นตามมา ซึ่งถ้าทิ้งไว้นานๆ จะทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรีย และยีสต์ซึ่งทำให้กลิ่นรุนแรงขึ้น การป้องกันการเกิดกลิ่นชนิดนี้ทำได้โดยการดูแลขนที่ถูกวิธี ซึ่งสัตวแพทย์ และช่างตัดขนสุนัขระดับโปรสามารถให้ความรู้เกี่ยวการดูแลขนที่ถูกวิธีได้ ส่วนการแก้ไขสามารถทำได้โดยการพาสุนัขของท่านไปอาบน้ำ และไถขนทิ้งทั้งตัว แล้วพาไปพบสัตวแพทย์ เพื่อตรวจดูว่ามีปัญหาโรคผิวหนังหรือมีความผิดปกติอื่นๆหรือไม่ ถ้ามีก็ให้ทำการรักษา ถ้าไม่มี หรือแน่ใจ100% ว่าไม่มีปัญหา ให้ลองใช้วิธีการดับกลิ่นที่เขียนอยู่ในเวปนี้ (ถ้าไม่มั่นใจ 100% ก็ไม่ควรเสี่ยง)
* โรคผิวหนัง เป็นตัวสำคัญตัวหลักที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว โรคผิวหนังทุกโรคมักทำให้เกิดกลิ่นตัว โดยเฉพาะโรคผิวหนังที่เกิดจากโรคภูมิแพ้ ซึ่งมันจะทำให้ผิวหนังมีความชื้นมากกว่าปกติ หรือภาษาของหมอสาขาโรคผิวหนังเรียกว่าภาวะhyperhidrosis ซึ่งนอกจากมันทำให้เกิดกลิ่นแล้ว hyperhidrosisยังทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียหรือยีสต์ตามมา ซึ่งทำให้กลิ่นตัวรุนแรงขึ้นอีก เพราะว่าโดยทั่วไปการติดเชื้อ แบคทีเรีย หรือยีสต์ที่ผิวหนัง ก็ทำให้เกิดกลิ่นตัวที่รุนแรงอยู่แล้ว สุนัขที่มีปัญหาเรื่องรังแค ผิวหนังมัน ถึงมันเยิ้ม ตกสะเก็ด หรือรอยย่นในพวกพันธ์หน้าย่น เช่นปั๊ก หรือบุลดอก มักจะเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียหรือยีสต์ได้ง่าย ซึ่งกลิ่นก็จะเกิดตามมาได้ง่ายเช่นกัน กำจัดกลิ่นจะทำได็ก้ต่อเมื่อได้ทำการรักษาโรคผิวหนังจนหายดีแล้วเท่านั้น
* โรคหูอักเสบ ทั้งจากโรคภูมิแพ้ และหูน้ำหนวก ก็เป็นตัวสำคัญตัวหลักอีกตัวที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว กลิ่นของหูอักเสบจะคล้ายกับกลิ่นของโรคผิวหนัง แต่กลิ่นของหูหำหนวกในหลายๆรายที่ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ทำการรักษา จะมีกลิ่นเหม็นเน่า กำจัดกลิ่นจะทำได็ก้ต่อเมื่อได้ทำการรักษาโรคหูอักเสบจนหายดีแล้วเท่านั้น
* ต่อมข้างก้นอักเสบ ก็เป็นตัวการทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์เช่นกัน โดยจะมีกลิ่นเหม็นเหมือนขนมปังขึ้นรา แต่กลิ่นแรงจนเตะจมูก
* โรคของปากและฟัน จะทำให้มีน้ำลายมากกว่าปกติ ซึ่งจะให้มีกลิ่นลมหายใจที่รุนแรง การเกิดหินปูนในช่องปากจะทำให้มีการเพิ่มจำนวนของแบคทีเรียในช่องปาก ซึ่งก็เป็นหนึ่งในสาเหตุของการเกิดกลิ่นปากอีกเช่นกัน นอกจากนี้ การที่น้ำลายไหลเยิ้มของจากปาก ยังอาจทำให้เกิดการติดเชื้อของผิวหนังรอบๆช่องปาก ซึ่งทำให้เกิดกลิ่นที่รุนแรงขึ้น
* ยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะบางตัว คลอเฮกซิดีน หรือยาที่มีองค์ประกอบของกำมถัน อาจมีไม่ชวนดมสำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยง และมักจะติดกลิ่นของยาไปกับสัตว์เลี้ยงเมื่อใช้ยา เช่นกันกับอาหารประเภทปลา หรือน้ำมันปลาก็อาจทำให้กลิ่นปลาติดไปกับตัวสัตว์เลี้ยง ซึ่งอาจทำให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงบางคนเช่นตัวผู้เขียนเองรู้สึกไม่ค่อยดีได้เช่นกัน
* การเรอ หรือผายลมเนื่องจากมีก๊าซในทางเดินอาหารที่มากเกินไป เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า กลิ่นเหล่านี้ไม่ชวนดม ต้นตอของก๊าซในทางเดินอาหารนั้นมาจากอาหารบางชนิดเช่นธัญพืชที่ผสมอยู่ในอาหารสำเร็จรูป หรือโรคในทางเดินอาหารบางโรคเช่น การแพ้อาหาร เป็นต้น
ท่านสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ใน Muller & Kirk's Small Animal Dermatology 6th Edition เขียนโดยปรมาจารย์ด้านโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง 3 ท่านคือ Danny W. Scott, William H. Miller, Jr และ Craig E Griffin
กลิ่นตัวตามธรรมชาติ
โดยทั่วไปสุนัขปกติจะมีการหลั่งสารบางอย่างเพื่อแสดงตัวตน ซึ่งเทียบได้กับบัตรประชาชน หรือหนังสือเดินทาง แต่กลิ่นของสารเหล่านี้บางครั้งก็สร้างความไม่ประทับใจให้คนหลายๆคน กลิ่นของสารเหล่านี้จะพบมากแถวรอบๆรูทวารหนัก รูหู และฝ่าเท้า เพราะผิวหนังบริเวณนี้มีต่อมที่สร้างสารเหล่านี้อยู่ค่อนข้างมาก
ต่อมต่างๆที่สร้างกลิ่นของผิวหนังสุนัข หรือต่อมเหงื่อของสุนัข หรือ apocrine glands จะไม่มีการสร้างเหงื่อเพื่อทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายเหมือนในคน แต่จะทำหน้าที่สร้างและหลั่งสารฟีโรโมน เพื่อใช้ในการสื่อสารกับสุนัขตัวอื่น อย่างไรก็ตาม สุนัขก็มีต่อมเหงื่อจริงๆเหมือนกันซึ่งเราเรียกว่า eccrine glands โดยจะพบได้ที่ฝ่าเท้าและจมูก ซึ่งจะทำหน้าที่ให้ความชุ่มชื้นกับผิวหนังส่วนนี้ ที่ฝ่าเท้า จุลชีพที่อาศัยอยู่ที่ชั้นผิวจะสร้างกลิ่นคล้ายชีสต์ ซึ่งจะได้กลิ่นชัดเจนกว่าในสุนัขที่ฝ่าเท้าชุ่มชื้นมากกว่าพวกฝ่าเท้าแห้ง
นอกจากนี้ สุนัขยังมีต่อมต่างๆมากมายในผิวหนังของรูหูชั้นนอก ได้แก่ ต่อมขี้หู (ceruminous glands) และต่อมไขมัน(sebaceous glands) ซึ่งสร้างขี้หูและแวกซ์ พวกจุลชีพที่อาศัยอยู่ที่นี่ สร้างกลิ่นหืนแบบอ่อนๆในสภาวะปกติ
สุนัข ก็เป็นเฉกเช่นสัตว์กินเนื้อทั่วไป จะมีต่อมข้างก้นอยู่ 2 ต่อมข้างๆทวารหนัก ซึ่งต่อมนี้จะปล่อยอ่อนๆ ถึงเหม็นอย่างรุนแรง ปกติต่อมนี้จะปล่อยกลิ่นติดออกมากับอุจจาระ แต่จะปล่อยกิ่นที่รุนแรงในปริมาณมากๆเวลาตกใจ หรือกลัวมากๆ ทนักสัตววิทยาเชื่อว่าสุนัขปล่อยกลิ่นนี้เพื่อเตือนสุนัขตัวอื่นๆ หรือแสดงตัวตนเวลาออกนอกพื้นที่ของตนเอง โดยให้ตัวอื่นมาดมก้น
แหล่งกำเนิดกลิ่นตัวอีกแหล่งมาจากตัวพฤติกรรมของสุนัขเอง สุนัขบางตัวชอบเอาตัวกลิ้ง หรือถูไปบนกลิ่นบางอย่างที่อยู่ในสภาพแวดล้อมของตัวสุนัข เช่น เศษอุจจาระของเหยื่อ โดยเฉพาะอุจจาระกระต่าย เราเชื่อว่าพฤติกรรมนี้น่าจะเป็นพฤติกรรมรวมฝูงที่ได้รับถ่ายทอดมาจากสุนัขป่าซึ่งเป็นบรรพบุรุษของมัน
กลิ่นตัวที่เกิดจากความผิดปกติของตัวสุนัข หรือกลิ่นผิดธรรมชาติ
ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) มักได้ยินคำบ่นของกลิ่นชนิดนี้จากเจ้าของสัตว์เลี้ยง (ทั้งที่รูตัว และไม่รู้ตัวว่า สุนัขของตนมีความผิดปกติบางอย่างอยู่ โดยเฉพาะโรคผิวหนัง) ที่มาใช้บริการว่าสุนัขของตนกิ่นตัวแรง อาบน้ำเท่าไรก็ไม่หาย หรืออาบน้ำไปแป๊บเดียวก็เหม็นอีกแล้ว แหล่งที่ทำให้เกิดกลิ่นตัวที่เกิดจากความผิดปกติของตัวสุนัข หรือกลิ่นผิดธรรมชาติ ได้แก่
* การดูแลขนที่ไม่ถูกวิธี หรือการดูแลขนที่ไม่ดี พบได้บ่อยในสุนัขขนยาว หนา หยิก หรือแน่น ขนที่ไม่ค่อยได้แปรงและทำความสะอาด หรือได้รับการดูแลที่ผิดวิธี จะเป็นตัวที่เก็บฝุ่น หรือสิ่งสกปรกซึ่งทำให้การสะสมกลิ่นตามมา ซึ่งถ้าทิ้งไว้นานๆ จะทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรีย และยีสต์ซึ่งทำให้กลิ่นรุนแรงขึ้น การป้องกันการเกิดกลิ่นชนิดนี้ทำได้โดยการดูแลขนที่ถูกวิธี ซึ่งสัตวแพทย์ และช่างตัดขนสุนัขระดับโปรสามารถให้ความรู้เกี่ยวการดูแลขนที่ถูกวิธีได้ ส่วนการแก้ไขสามารถทำได้โดยการพาสุนัขของท่านไปอาบน้ำ และไถขนทิ้งทั้งตัว แล้วพาไปพบสัตวแพทย์ เพื่อตรวจดูว่ามีปัญหาโรคผิวหนังหรือมีความผิดปกติอื่นๆหรือไม่ ถ้ามีก็ให้ทำการรักษา ถ้าไม่มี หรือแน่ใจ100% ว่าไม่มีปัญหา ให้ลองใช้วิธีการดับกลิ่นที่เขียนอยู่ในเวปนี้ (ถ้าไม่มั่นใจ 100% ก็ไม่ควรเสี่ยง)
* โรคผิวหนัง เป็นตัวสำคัญตัวหลักที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว โรคผิวหนังทุกโรคมักทำให้เกิดกลิ่นตัว โดยเฉพาะโรคผิวหนังที่เกิดจากโรคภูมิแพ้ ซึ่งมันจะทำให้ผิวหนังมีความชื้นมากกว่าปกติ หรือภาษาของหมอสาขาโรคผิวหนังเรียกว่าภาวะhyperhidrosis ซึ่งนอกจากมันทำให้เกิดกลิ่นแล้ว hyperhidrosisยังทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียหรือยีสต์ตามมา ซึ่งทำให้กลิ่นตัวรุนแรงขึ้นอีก เพราะว่าโดยทั่วไปการติดเชื้อ แบคทีเรีย หรือยีสต์ที่ผิวหนัง ก็ทำให้เกิดกลิ่นตัวที่รุนแรงอยู่แล้ว สุนัขที่มีปัญหาเรื่องรังแค ผิวหนังมัน ถึงมันเยิ้ม ตกสะเก็ด หรือรอยย่นในพวกพันธ์หน้าย่น เช่นปั๊ก หรือบุลดอก มักจะเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียหรือยีสต์ได้ง่าย ซึ่งกลิ่นก็จะเกิดตามมาได้ง่ายเช่นกัน กำจัดกลิ่นจะทำได็ก้ต่อเมื่อได้ทำการรักษาโรคผิวหนังจนหายดีแล้วเท่านั้น
* โรคหูอักเสบ ทั้งจากโรคภูมิแพ้ และหูน้ำหนวก ก็เป็นตัวสำคัญตัวหลักอีกตัวที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว กลิ่นของหูอักเสบจะคล้ายกับกลิ่นของโรคผิวหนัง แต่กลิ่นของหูหำหนวกในหลายๆรายที่ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ทำการรักษา จะมีกลิ่นเหม็นเน่า กำจัดกลิ่นจะทำได็ก้ต่อเมื่อได้ทำการรักษาโรคหูอักเสบจนหายดีแล้วเท่านั้น
* ต่อมข้างก้นอักเสบ ก็เป็นตัวการทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์เช่นกัน โดยจะมีกลิ่นเหม็นเหมือนขนมปังขึ้นรา แต่กลิ่นแรงจนเตะจมูก
* โรคของปากและฟัน จะทำให้มีน้ำลายมากกว่าปกติ ซึ่งจะให้มีกลิ่นลมหายใจที่รุนแรง การเกิดหินปูนในช่องปากจะทำให้มีการเพิ่มจำนวนของแบคทีเรียในช่องปาก ซึ่งก็เป็นหนึ่งในสาเหตุของการเกิดกลิ่นปากอีกเช่นกัน นอกจากนี้ การที่น้ำลายไหลเยิ้มของจากปาก ยังอาจทำให้เกิดการติดเชื้อของผิวหนังรอบๆช่องปาก ซึ่งทำให้เกิดกลิ่นที่รุนแรงขึ้น
* ยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะบางตัว คลอเฮกซิดีน หรือยาที่มีองค์ประกอบของกำมถัน อาจมีไม่ชวนดมสำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยง และมักจะติดกลิ่นของยาไปกับสัตว์เลี้ยงเมื่อใช้ยา เช่นกันกับอาหารประเภทปลา หรือน้ำมันปลาก็อาจทำให้กลิ่นปลาติดไปกับตัวสัตว์เลี้ยง ซึ่งอาจทำให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงบางคนเช่นตัวผู้เขียนเองรู้สึกไม่ค่อยดีได้เช่นกัน
* การเรอ หรือผายลมเนื่องจากมีก๊าซในทางเดินอาหารที่มากเกินไป เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า กลิ่นเหล่านี้ไม่ชวนดม ต้นตอของก๊าซในทางเดินอาหารนั้นมาจากอาหารบางชนิดเช่นธัญพืชที่ผสมอยู่ในอาหารสำเร็จรูป หรือโรคในทางเดินอาหารบางโรคเช่น การแพ้อาหาร เป็นต้น
ท่านสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ใน Muller & Kirk's Small Animal Dermatology 6th Edition เขียนโดยปรมาจารย์ด้านโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง 3 ท่านคือ Danny W. Scott, William H. Miller, Jr และ Craig E Griffin
Monday, August 2, 2010
น้ำมันเครื่อง กับโรคผิวหนังของสุนัข
จากการสังเกตุของคลินิกบ้านรักสัตว์ สุนัขที่เป็นโรคผิวหนัง แล้วมีการใช้น้ำมันเครื่องโชลมเพื่อการรักษาโรคผิวหนัง ก่อนหน้าที่จะมาที่คลินิกบ้านรักสัตว์ จะพบว่าผิวหนังของสุนัขเมื่อได้สัมผัสกับน้ำมันเครื่อง จะเกิดปื้นแดงที่บริเวณที่สัมผัส (ในกรณีไม่รุนแรง) ถึงอาจถูกทำลาย (ในกรณีที่รุนแรง) นอกจากนี้ ในตำราพิษวิทยาส่วนใหญ่จะเขียนไว้ว่า สารไฮโดรคาร์บอนที่อยู่ในน้ำมันเครื่อง สามารถซึมผ่านผิวหนัง เข้าสู่ร่างกายแล้วทำให้ความดันโลหิตลดลงอย่างรุนแรง จนอาจช็อค หรือตายได้ นอกจากนี้ ในกรณีที่สุนัขเลียน้ำมันเครื่องเข้าไปในปาก อาจให้เกิดการสำลักอาเจียนเข้าปอด ซึ่งอาจทำให้เกิดการอักเสบ หรือเสียหายของเนื้อปอดได้ รวมถึงน้ำมันเครื่องที่เข้าสู่ร่างกายไม่ว่าทางใด จะทำให้ตับ และไตเสียหายได้
ดังนั้น อย่าแนะนำให้ใช้หรือใช้น้ำมันเครื่องรักษาโรคผิวหนังสุนัข ยกเว้นว่าคุณสามารถรับผิดชอบกับผลที่ตามมาทั้งหมดได้
ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ไม่เชื่อว่ายาวิเศษที่รักษาได้ทุกโรคจะมีจริงในโลก ยาวิเศษที่รักษาได้ทุกโรคตำหรับของทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)คือ การตรวจวินิฉัยที่แม่นยำ ร่วมกับแผนการรักษาที่รัดกุมเท่านั้น
ดังนั้น อย่าแนะนำให้ใช้หรือใช้น้ำมันเครื่องรักษาโรคผิวหนังสุนัข ยกเว้นว่าคุณสามารถรับผิดชอบกับผลที่ตามมาทั้งหมดได้
ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ไม่เชื่อว่ายาวิเศษที่รักษาได้ทุกโรคจะมีจริงในโลก ยาวิเศษที่รักษาได้ทุกโรคตำหรับของทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)คือ การตรวจวินิฉัยที่แม่นยำ ร่วมกับแผนการรักษาที่รัดกุมเท่านั้น
Labels:
ขี้เรื้อน,
น้ำมันเครื่อง,
โรคผิวหนัง,
โรคภูมิแพ้,
สุนัข
Monday, July 26, 2010
โรคหิดสุนัข (Sarcoptic Mange ,Scabies)
โรคหิดสุนัข (Sarcoptic Mange ,Scabies)
โรคหิดสุนัข หรือบางคนว่าโรคขี้เรื้อนแห้ง หรือโรคขี้เรื้อนซาร์คอปติค เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากการติดไรที่เรียกว่า Sarcoptes scabiei หรือไรหิดซึ่งไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า ต้องดูโดยการใช้กล้องจุลทรรศน์เท่านั้น สุนัขที่ติดไรชนิดนี้จะมีอาการเกา และคันอย่างรุนแรงเนื่องจากการเกิดผิวหนังอักเสบซึ่งเป็นผลจากการที่ไรตัวเมียจะขุดโพรงที่หนังกำพร้าชั้นนอกเพื่อวางไข่ และปล่อยสารบางอย่างมาทำปฏิกิริยากับตัวผิวหนัง โดยทั่วไปไรตัวโตเต็มวัยจะมีอายุขัย 3-4 สัปดาห์เมื่ออาสัยบนผิวหนัง และตัวเมียจะวางไข่ในโพรงที่ขุดประมาณ 3-4 ใบต่อโพรง ซึ่งไข่ที่ออกมาจะฟักตัวในอีก 3-10 วัน
อาการเกาและคันอย่างรุนแรง คือลักษระเด่นของสุนัขที่เป็นโรคนี้ โรคนี้จัดได้ว่าเป็นโรคที่เกาคันอย่างรุนแรงที่สุดโรคหนึ่งของสุนัข โดยอาการคันมักพบได้ในบริเวณที่ปลอดขนบนตัวสุนัข ขอบของใบหู ศอก และใต้ท้องคือบริเวณที่ตัวไรชอบอาศัยอยู่ อาการคัน และบริเวณที่ชอบแสดงอาการคันของสุนัขที่เป็นโรคนี้ มักทำให้สัตวแพทย์หลายๆท่านหลงทางโดยจะไปสับสนกับโรคภูมิแพ้ได้
โรคนี้เป็นโรคติดต่อได้โดยการสัมผัสโดยตรงกับสัตว์ตัวอื่นๆที่เป็นโรคนี้ ดังนั้นถ้ามีสัตว์ป่วยด้วยโรคนี้เพียงแค่ตัวเดียว ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ขอแนะนำว่าควรที่ต้องให้การรักษาทุกตัวในบ้านด้วย และของใช้ควรจะต้องทำความสะอาด หรือเปลี่ยนด้วย
การวินิจฉัย ทางคลินิกบ้านรักสัตว์จะใช้วิธีการขูดผิวหนัง ร่วมกับการให้ยาทดสอบ ส่วนการรักษาทางคลินิกบ้านรักสัตว์จะใช้ยาอาบ ยาฉีด ยากิน หรือยาหยดหลังขึ้นกับสุนัขแต่ละตัว และความพร้อม และความสะดวกของตัวเจ้าของสัตว์แต่ละคน ซึ่งทางคลินิกจะพิจารณาเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะกับแต่ละกรณีไป
โรคหิดสุนัข หรือบางคนว่าโรคขี้เรื้อนแห้ง หรือโรคขี้เรื้อนซาร์คอปติค เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากการติดไรที่เรียกว่า Sarcoptes scabiei หรือไรหิดซึ่งไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า ต้องดูโดยการใช้กล้องจุลทรรศน์เท่านั้น สุนัขที่ติดไรชนิดนี้จะมีอาการเกา และคันอย่างรุนแรงเนื่องจากการเกิดผิวหนังอักเสบซึ่งเป็นผลจากการที่ไรตัวเมียจะขุดโพรงที่หนังกำพร้าชั้นนอกเพื่อวางไข่ และปล่อยสารบางอย่างมาทำปฏิกิริยากับตัวผิวหนัง โดยทั่วไปไรตัวโตเต็มวัยจะมีอายุขัย 3-4 สัปดาห์เมื่ออาสัยบนผิวหนัง และตัวเมียจะวางไข่ในโพรงที่ขุดประมาณ 3-4 ใบต่อโพรง ซึ่งไข่ที่ออกมาจะฟักตัวในอีก 3-10 วัน
อาการเกาและคันอย่างรุนแรง คือลักษระเด่นของสุนัขที่เป็นโรคนี้ โรคนี้จัดได้ว่าเป็นโรคที่เกาคันอย่างรุนแรงที่สุดโรคหนึ่งของสุนัข โดยอาการคันมักพบได้ในบริเวณที่ปลอดขนบนตัวสุนัข ขอบของใบหู ศอก และใต้ท้องคือบริเวณที่ตัวไรชอบอาศัยอยู่ อาการคัน และบริเวณที่ชอบแสดงอาการคันของสุนัขที่เป็นโรคนี้ มักทำให้สัตวแพทย์หลายๆท่านหลงทางโดยจะไปสับสนกับโรคภูมิแพ้ได้
โรคนี้เป็นโรคติดต่อได้โดยการสัมผัสโดยตรงกับสัตว์ตัวอื่นๆที่เป็นโรคนี้ ดังนั้นถ้ามีสัตว์ป่วยด้วยโรคนี้เพียงแค่ตัวเดียว ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ขอแนะนำว่าควรที่ต้องให้การรักษาทุกตัวในบ้านด้วย และของใช้ควรจะต้องทำความสะอาด หรือเปลี่ยนด้วย
การวินิจฉัย ทางคลินิกบ้านรักสัตว์จะใช้วิธีการขูดผิวหนัง ร่วมกับการให้ยาทดสอบ ส่วนการรักษาทางคลินิกบ้านรักสัตว์จะใช้ยาอาบ ยาฉีด ยากิน หรือยาหยดหลังขึ้นกับสุนัขแต่ละตัว และความพร้อม และความสะดวกของตัวเจ้าของสัตว์แต่ละคน ซึ่งทางคลินิกจะพิจารณาเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะกับแต่ละกรณีไป
Subscribe to:
Posts (Atom)