แนะนำคลินิก

ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง เป็นส่วนหนึ่งของคลินิกบ้านรักสัตว์ ตั้งขึ้นมาเพื่อให้บริการบำบัดรักษาโรคผิวหนังสัตว์ ตั้งแต่ระดับเบื้องต้น จนถึงระดับการตรวจรักษาที่มีความยุ่งยากซับซ้อน รวมทั้ง ยังให้บริการรับส่งต่อเพื่อการตรวจรักษาต่อเนื่องในรายที่มีปัญหาโรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังที่มีความยุ่งยากซับซ้อนจากคลินิก หรือโรงพยาบาลสัตว์อื่นอีกด้วย

ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง ดำเนินการตรวจ และรักษาโดย “น.สพ. รังสรรค์ สกุลพลอย สพ.บ. Cert Vet Dermatology”

การ บริการของทางศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง จะให้บริการด้านโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง แบบครบวงจร ตั้งแต่โรคผิวหนังเบื้องต้น เช่นโรคผิวหนังที่เกิดจากการติดเชื้อ หรือปรสิต จนถึงโรคที่ต้องการ การตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่มีความยุ่งยากซับซ้อน เช่น โรคภูมิแพ้ โรคมะเร็งหรือเนื้องอกของผิวหนัง โรคผิวหนังที่เกิดจากความบกพร่องของฮอร์โมนหรือระบบภูมิค้มกัน รวมถึงโรคติดเชื้อของผิวหนัง หูอักเสบ โรคของเท้าที่เป็นๆหายๆ หรือไม่ยอมหายขาด

ขั้นตอนการรักษาโรคผิวหนังของทางศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง จะกระทำในแนวทางเดียวกับที่กระทำกันในประเทศออสเตรเลีย โดยจะเน้นไปที่การเจาะลึกไปถึงสาเหตุของโรคทั้ง สาเหตุหลัก และสาเหตุที่ซ่อนอยู่ควบคู่ไปกับการรักษา เพื่อให้เกิดประสิทธิการรักษาที่สูงที่สุด มีผลข้างเคียงจากการรักษาน้อยที่สุด รวมทั้งประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด




การบริการของเรา

การบริการของทางศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยงประกอบด้วย

· การตรวจทางเซลล์วิทยา (Cytology)
· การตรวจเชื้อรา โดยวิธี KOH preparation, Wood’s lamp examination, และ Fungal Culture
· การทดสอบการแพ้น้ำลายหมัด (Flea bite hypersensitivity testing)
· การทดสอบการเกิดโรคผิวหนังเนื่อง จากอาหาร (Adverse food reaction testing)
· การทดสอบการเกิดปฏิกิริยากับสาร ภูมิแพ้ในอากาศ (Aeroallergen Testing)
· การตัดชิ้นเนื้อของผิวหนังที่มี ปัญหา เพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา (Skin Biopsy for Dermatohistopathology)
· การทดสอบระดับฮอร์โมน เพื่อการวินิจฉัยโรคผิวหนังที่เกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมน (Hormonal Assay for Skin disease due to Endocrinopathy)
· การรักษาโรคภูมิแพ้ โดยการ Immunotherapy
· การตรวจโรคหู โดยการทำ Otoscopic examination
· การรักษาโรคหูอักเสบ โดยการทำ Ear Flushing technique



ที่ตั้งคลินิก

66/36 หมู่บ้านนิศาชล ซ. บางแวก79 ถ. บางแวก (จรัลฯ13)
แขวงคลองขวาง เขตภาษีเจริญ กทม 10160

โทร. 064-253-5695

มือถือ 064-253-5695 (เปิดเครื่องรับสาย 8.00 น. - 20.00น.)

E-mail: allergyvet@yahoo.com

LINE : allergyskinvet

Facebook: facebook.com/allergyskinvet และ http://www.facebook.com/allergydermvet

พิกัด GPS : 13.741167,100.422598 (บนแผนที่ของ Google)

แผนที่ของคลิินิก: ให้ ก็อปปี้ "13.741167,100.422598" แล้วไป paste ลงที่ช่อง ค้นหา maps ของ http://maps.google.co.th/maps?hl=th&tab=wl คุณพบแผนที่ของคลินิก

จากนั้นคุณสามารถค้นหาเส้นทางมาที่คลินิกได้จาก link ที่อยู่ด้านซ้ายของแผนที่

สำหรับท่านที่ใช้ GPS ของ Garmin ให้ใช้พิกัด N:13 ํ 44.469' E:100 ํ 25.361'

การตรวจรักษาจะรับเฉพาะในรายที่โทรนัดเท่านั้นครับ ถ้าสนใจโทรนัดได้ที่ 064-253-5695 ครับ

ติดต่อกับผมได้ที่โทร 064-253-5695

LINE : allergyskinvet และที่

Facebook: http://www.facebook.com/allergyskinvet

และ http://www.facebook.com/allergydermvet ครับ

เวลาทำการ

อาทิตย์ 13.00-20.30น.

จันทร์-ศุกร์ 11.00-14.00น. และ 17.00-20.30 น. (ช่วงโรงเรียนเปิดเทอม หมอต้องออกไปรับลูก)


เสาร์ เฉพาะนัดล่วงหน้าเท่านั้น (ถ้าไม่มีใครนัด หมอขอปิดทำการ เพื่อพาลูกไปเที่ยว)


เนื่องจาก ปัจจุบันเจ้าของสัตว์หลายๆรายจะอยู่ไกลจากคลินิกมาก ประกอบกับช่วงนี้ตัวหมอเองมีความจำเป็นบางอย่าง ที่อาจจำเป็นต้องปิดทำการเพื่อออกไปทำธุระ

จึงใคร่ขอรบกวนให้ช่วยโทรนัดล่วงหน้า เพื่อจะได้ไม่มาแล้วเสียเที่ยว

ทางคลินิกต้องขออภัยมา ณ. ที่นี้




ติดต่อกับผมได้ที่โทร 064-253-5695

LINE : allergyskinvet และที่

Facebook: http://www.facebook.com/allergyskinvet

และ http://www.facebook.com/allergydermvet ครับ

ราคาค่าบริการสำหรับการรักษาโรคผิวหนังของทางศูนย์โรคภูมิแพ้และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง

ราคาค่าบริการสำหรับโรคผิวหนังทั่วไป และโรคภูมิแพ้
+ค่าตรวจ + ค่าตรวจโรคผิวหนัง 200 บาท
+ค่าตรวจเพิ่มเติมที่อาจจำเป็น จะแจ้งราคาให้ทราบเมื่อจำเป็นต้องทำการตรวจ
+ค่ายารักษา ขึ้นกับชนิดของตัวยา ปริมาณยาที่ใช้ และตัวสัตว์ป่วยแต่ละตัว


ค่าใช้จ่ายสำหรับโรคขี้เรื้อนรูขุมขน (สุนัขน้ำหนักตัวไม่เกิน 16 กิโลกรัม)

+ค่าตรวจทั่วไป + ค่าตรวจโรคผิวหนัง 200 บาท
+ค่ายาที่ใช้รักษา 1,200 บาทต่อ 1 เดือน
+ค่ายาอื่นๆที่อาจต้องใช้ ขึ้นกับชนิดของตัวยา ปริมาณยาที่ใช้ และตัวสัตว์ป่วยแต่ละตัว

สำหรับท่านที่ไม่ชอบพกเงินสด 😀😀 ตอนนี้ทางคลินิกได้เพิ่มช่องทางการชำระเงินโดยใช้ การโอนเงินผ่าน Promtpay, การใช้ QR Code (ไม่ค่าโอนถ้าใช้บัญชี Promptpay) และรับชำระเงินด้วยบัตรเครดิต(คิดค่าธรรมเนียมการใช้บัตร 3%) ได้แล้วครับ 😁😁

เส้นทางมาที่คลินิก



คลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 66/36 หมู่บ้านนิศาชล ซ. บางแวก79 ถ. บางแวก (จรัลฯ13)
แขวงคลองขวาง เขตภาษีเจริญ กทม 10160

การเดินทางมาที่คลินิกบ้านรักสัตว์(ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) จะสามารถมาได้หลายทาง โดยถ้ามาจาก ถ.กาญจนาภิเษก ให้เลี้ยวเข้า ถ.จรัลฯ 13(บางแวก) มุ่งหน้าไปทาง ถ.จรัลสนิทวงศ์ วิ่งตามทางมาเรื่อยๆ จะเห็นซุ้มประตูวัดมะพร้าวเตี้ยอยู่ด้านซ้าย ให้วิ่งตามทางมาเรื่อยๆจะเห็นหมู่บ้านศุภาลัยอยู่ด้านขวา จะเห็นตึกแถวของหมู่บ้านนิศาชลอยู่ติดกับหมู่บ้านศุภาลัย ให้เลี้ยวขวาเข้าซอยบางแวก79 (ซอยหมู่บ้านนิศาชล) จะเห็นเซเว่นฯ อยู่ปากปากซอย (ทางเข้าหมู่บ้าน) แล้วเตรียมชิดซ้ายหาที่จอดรถ จะเห็นป้าย “คลินิกบ้านรักสัตว์” อยู่ด้านซ้าย สามารถจอดรถได้ที่หน้าคลินิก



ถ้ามาจาก ถ.ราชพฤกษ์ ถ.พุทธมณฑลสาย1 ถ.จรัลสนิทวงศ์ หรือ ถ.เพชรเกษม48 ให้เลี้ยวเข้า ถ.จรัลฯ 13 (บางแวก) มุ่งหน้าไปทาง ถ.กาญจนาภิเษก วิ่งตามทางมาเรื่อยๆจนข้ามสะพานข้ามคลองราชมนตรี ให้เลี้ยวซ้ายเข้าซอยบางแวก79 (ซอยหมู่บ้านนิศาชล) จะเห็นเซเว่นฯ อยู่ปากปากซอย (ทางเข้าหมู่บ้าน) แล้วเตรียมชิดซ้ายหาที่จอดรถ จะเห็นป้าย “คลินิกบ้านรักสัตว์” อยู่ด้านซ้าย สามารถจอดรถได้ที่หน้าคลินิก


พิกัด GPS : 13.741167,100.422598 (บนแผนที่ของ Google)

แผนที่ของคลินิก: ให้ ก็อปปี้ 13.741167,100.422598 แล้วไป paste ลงที่ช่อง ค้นหา maps ของ http://maps.google.co.th/maps?hl=th&tab=wl คุณพบแผนที่ของคลินิก

จากนั้นคุณสามารถค้นหาเส้นทางมาที่คลินิกได้จาก link ที่อยู่ด้านซ้ายของแผนที่

สำหรับท่านที่ใช้ GPS ของ Garmin ให้ใช้พิกัด N:13 ํ 44.469' E:100 ํ 25.361'



การตรวจรักษาจะรับเฉพาะในรายที่โทรนัดเท่านั้นครับ ถ้าสนใจโทรนัดได้ที่ 064-253-5695 ครับ

การเตรียมตัวพาสัตว์เลี้ยงเพื่อรับการตรวจโรคผิวหนังกับทางคลินิกบ้านรักสัตว์

เพื่อที่จะเป็นการประหยัดเวลา และลดการใช้จ่ายบางอย่างที่ไม่จำเป็นต้องมีแก่เจ้าของสัตว์ป่วย

* คนที่พาสุนัขมารับการตรวจ และรักษา ควรเป็นเจ้าของสัตว์ป่วย หรือผู้ที่สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการการยอมรับการรักษาและค่าใช้จ่ายต่างๆ เนื่องจากโรคผิวหนังมัก ใช้ระยะเวลาในการรักษาที่นาน มักต้องการการตรวจหลายครั้ง และต้องการการสื่อสารที่ดี เพื่อการอธิบายถึงปัญหาต่างๆของตัวโรค และแผนการรักษาที่ชัดเจน และไม่คลุมเคลือ

* กรุณาอย่าให้คนอื่น หรือคนรับใช้ที่ไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษ เป็นคนพามาตรวจ และรับการรักษาแทน เพื่อป้องกันความผิดพลาดเนื่องจาก การสื่อสาร

* งดอาบน้ำสัตว์เลี้ยงของคุณก่อนมารับการตรวจ และรักษาอย่างน้อย 5 วันก่อนการนัดหมาย

* งดทำความสะอาดหูสัตว์เลี้ยงของคุณก่อนมารับการตรวจ และรักษาอย่างน้อย 5 วันก่อนการนัดหมาย

*กรุณาอย่าใช้ยาทาที่เป็นสีต่างๆ ซึ่งล้างออกยาก เช่น ยาม่วง ยาเหลือง ยาแดง เนื่องยากลุ่มนี้จะบังแผล แผลรอยโรคต่างๆ และรบกวนการย้อมสีตัวอย่าง

* ถ้ามียาที่ต้องให้กิน หรือฉีดที่ต้องใช้อยู่ ณ เวลาที่ต้องการพามาตรวจ (ซึ่งได้รับมาจากคลินิก หรือโรงพยาบาลสัตว์อื่น) กรุณาอย่างดยา และแจ้งให้ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ทราบทุกครั้ง

*สำหรับในกรณีที่พาแมวมา กรุณาใส่กรง หรือตระกร้าที่ปิดล๊อคได้มา เพื่อความปลอดภัยของแมว และตัวเจ้าของแมวเอง

* ควรโทรนัดล่วงหน้า


*ควรให้เวลากับทางคลินิก 1-2 ชั่วโมงเพื่อ การตรวจ รักษา และให้คำแนะนำได้เต็มที่

* เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ท่านเจ้าของสัตว์ป่วย กรุณากรอกแบบสอบถามโดยการคลิกที่ Label ทางด้านขวา หรือดาวน์โหลดได้จาก

https://docs.google.com/document/d/1u2LAH4cKOLi6Pvrdp5Bzyaq49q4OWS9-smhix7oKoNc/edit

โดยให้ Save เป็นไฟล์ของ Word แล้วกรอกแบบสอบถาม จากนั้นสามารถส่งได้โดยการปริ๊นท์ออกมาแล้วนำมาพร้อมกับสัตว์เลี้ยง หรือส่งมาทาง email หรืออัปโหลดขึ้น google docs แล้วแจ้งลิงค์มาทาง

http://www.facebook.com/Allergyskinvet หรือ http://www.facebook.com/allergydermvet ก็ได้

การตรวจรักษาจะรับเฉพาะในรายที่โทรนัดเท่านั้นครับ ถ้าสนใจโทรนัดได้ที่ 064-253-5695 ครับ
Showing posts with label แมว. Show all posts
Showing posts with label แมว. Show all posts

Sunday, July 17, 2011

อาการของการแพ้น้ำลายหมัด

อาการของการแพ้น้ำลายหมัด

สุนัขที่มีปัญหาการแพ้น้ำลายหมัด เกิดได้จากการที่หมัดกัดที่ผิวหนังของสุนัขแล้วฉีดน้ำลายเข้าไปในผิวหนังของสุนัข แล้วเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ตามมา ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) พบว่าสุนัขหลายๆตัวสามารถแสดงอาการของการแพ้น้ำลายหมัดได้ถึงแม้ว่าจะได้การโปรแกรมการควบคุมหมัดแล้วก็ตาม เมื่อสุนัขที่มีปัญหาการแพ้น้ำลายหมัดถูกหมัดกัดที่ผิวหนังของสุนัขแล้วฉีดน้ำลายเข้าไปในผิวหนังของสุนัข ตัวสุนัขจะแสดงอาการการแพ้ออกมา โดยจะแแสดงอาการคันถึงแม้ว่าจะถูกหมัดเพียงตัว หรือสองตัวกัดก็ตาม นอกจากนี้สุนัขหรือแมวส่วนใหญ่มักแสดงอาการคันหลังจากถูกหมัดกัดแล้วอย่างน้อย 3 วัน จึงอาจกล่าวได้ว่า ถึงแม้จะไม่เห็นตัวหมัด ก็อย่าคิดว่าอาการคันในสุนัขของคุณไม่ได้เกิดจากการแพ้น้ำลายหมัด

จากการสังเกตูของทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) พบว่าอาการที่บ่งชี้ว่าสุนัขน่าจะแพ้น้ำลายหมัดได้แก่ มีตุ่มขึ้น ซึ่งตุ่มนี้มักเกิดหลังจากถูกหมัดกัดแล้ว 3 วัน และจะคงอยู่ได้หลายวัน จากนั้นจะมีสะเก็ดปกคลุมถ้าไม่ถูกเกาจนถลอกก่อน เกาคันโดยมักพบแถวสะโพก ผิวหนังแดง และมีรอยถลอก มี Hot spots ขนร่วง ผิวหนังหนาตัวและเปลี่ยนสี แต่ก็มีในหลายๆตัวไม่แสดงอาการเหมือนกับที่กล่าวมาข้างต้น แต่กลับแสดงอาการคล้ายกับอาการของโรคผื่นภูมิแพ้ของผิวหนังแทน

อาการของโรคหิดสุนัข (scabies)

อาการของโรคหิดสุนัข (scabies)

โรคหิดสุนัข (scabies) หรือโรคขี้เรื้อนซาร์คอปติค (Sarcoptic mange) หรือบางคนเรียกว่าขี้เรื้อนแห้ง เป็นโรคผิวหนังที่ติดต่อกันได้ง่าย และสามารถติดคนได้ เกิดการที่ตัวไรหิดฝังตัวเข้าไปในผิวหนัง แล้วทำให้เกิดอาการเกาคันอย่างรุนแรงจนในบางตัวถึงขนาดที่เรียกว่าคันจนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ซึ่งทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) มีความเห็นว่าอาการน่าสงสัยว่าสุนัขเป็นโรคหิดสุนัขได้แก่ อาการเกาคันอย่างรุนแรง มีรอยถลอกหรือเลือดออกตรงบริเวณที่คัน ขนร่วง

โรคนี้สามารถติดคนได้ ถ้าเจ้าของมีเม็ดตุ่มแดงๆ และคันอย่างรุนแรง ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอแนะนำควรพาสุนัขไปรับการตรวจจากสัตวแพทย์ และตัวเจ้าของควรไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

Wednesday, July 6, 2011

อาการของโรคขี้เรื้อนรูขุมขน (Demodicosis)

อาการของโรคขี้เรื้อนรูขุมขน (Demodicosis)

โรคขี้เรื้อนรูขุมขน หรือโรคขี้เรื้อนดีโมเดกซ์ หรือหลายๆคนเรียกว่า ขี้เรื้อนเปียก เกิดจากการเพิ่มจำนวนตัวไรดีโมเดกซ์ในรูขุมขนอย่างฉับพลันจนเกิดความผิดปกติขึ้นมา ซึ่งอาการบ่งบอกว่าสงสัยจะเป็นโรคนี้คือ ขนร่วงโดยเฉพาะแถวหน้า รอบตา ขา และหลัง มีเม็ดตุ่มกระจาย

ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ไม่ค่อยพบว่าโรคนี้ทำให้เกิดอาการคัน ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) พบว่าอาการคันที่เกิดจากการติดตัวไรดีโมเดกซ์ชนิดคอร์นีไอในสุนัข หรือการติดตัวไรดีโมเดกซ์ชนิดกาโตไอในแมว หรือมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ในลูกสุนัขที่เป็นแค่บริเวณเล็กๆที่ไม่ใช่ที่เท้า ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)พบว่ามากกว่าครึ่งสามารถหายได้เองโดยไม่ต้องทำการรักษา แต่ในกรณีที่เป็นที่ฝ่าเท้า หรือกระจายทั่วตัว ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอแนะนำว่าต้องรีบทำการรักษาก่อนที่เป็นหนักขึ้นจนไม่มีทางรักษา

สำหรับสุนัขที่เริ่มเป็นโรคนี้หลังจากอายุมากกว่า 1 ปี ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอแนะนำว่าต้องตรวจหาสาเหตุโน้มนำด้วย เพราะว่าถ้าไม่แก้ไขที่ตัวสาเหตุโน้มนำควบคู่กับการรักษาโรคขี้เรื้อนรูขุมขน มักพบว่าการรักษาโรคขี้เรื้อนรูขุมขนไม่ประสบความสำเร็จ และสาเหตุโน้มนำหลายๆตัวก็มักเป็นโรคร้ายแรงถึงตายได้

Tuesday, May 31, 2011

สเตียรอยด์ กับสัตว์เลี้ยง3 ผลของการใช้สเตียรอยด์เป็นเวลานานๆ

สเตียรอยด์ กับสัตว์เลี้ยง3 ผลของการใช้สเตียรอยด์เป็นเวลานานๆ

การใช้สเตียรอยด์เป็นเวลานานๆเพื่อรักษาโรคผิวหนังบางโรค โดยเฉพาะเพื่อการกดอาการคัน ถึงแม้ว่าจะใช้ในขนาดต่ำๆ และให้ในระยะห่างกว่า 48 ชั่วโมง ก็ยังสามารถก่อปัญหาต่อไปนี้ต่อสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะสุนัขของคุณ ผลของการใช้สเตียรอยด์เป็นเวลานานๆที่พบได้เป็นประจำได้แก่
1)ทำให้สัตว์เลี้ยง เข้าสู่ช่วงวัยชราได้เร็วกว่าปกติ และบั่นทอนอายุขัยของสัตว์เลี้ยง --- กล่าวง่ายๆก็คือ แก่เร็ว สังขารเสื่อมเร็ว อายุสั้นหรือตายเร็ว
2)ข้อเสื่อม และเสียหาย
3)บั่นทอนประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกัน ทำให้เจ็บป่วยง่าย
4)กล้ามเนื้ออ่อนแรง
5)ติดเชื้อในระบบขับปัสสาวะ
6)ขนบาง
7)ผิวหนังบางลง
8)ความอึดลดลง
9)กินน้ำมากกว่าปกติ และปัสสาวะมากกว่าปกติ

ถ้าสัตว์เลี้ยงของคุณมีอาการตามที่กล่าวมาตั้งแต่ 1 ข้อขึ้นไป และยังคงรับสเตียรอยด์อยู่ ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ใคร่ขอแนะนำว่า คุณควรต้องคุยกับสัตวแพทย์ที่คุณใช้บริการ ถึงการใช้วิธีการรักษาวิธีอื่นที่สามารถหลีกเลี่ยง หรือลดการใช้สเตียรอยด์ได้แล้ว

หมายเหตุ โรคบางโรคเช่น โรคของระบบภูมิคุ้มกันบางโรคเช่น Pemphigus หรือมะเร็งบางชนิดเช่น Lymphoma การใช้สเตียรอยด์จะช่วยทำให้ทำให้สัตว์เลี้ยงยืดอายุขัยออกไปได้ หรืออย่างน้อย ก็ทำให้สัตว์ป่วยสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าการไม่ใช้สเตียรอยด์ ในกรณีนี้ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) มีความเห็นว่าควรใช้สเตียรอยด์ต่อจนกว่าสัตว์ป่วยจะตายจากไป ถึงแม้ว่าต้องยอมรับผลไม่พึงประสงค์ของการใช้สเตียรอยด์ก็ตาม

Thursday, May 26, 2011

ข้อที่เจ้าของแมวต้องรู้ในการให้ยา หรือทำการรักษาแมว โดยเฉพาะในรายที่มีปัญหาโรคผิวหนัง

ข้อที่เจ้าของแมวต้องรู้ในการให้ยา หรือทำการรักษาแมว โดยเฉพาะในรายที่มีปัญหาโรคผิวหนัง

ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอให้เจ้าของแมวคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้ ก่อนที่จะพาแมวป่วยไปหาหมอที่คุณเลือกใช้บริการ เพื่อที่จะได้แจ้งข้อจำกัดของคุณให้หมอได้รู้ก่อนที่ลงมือทำการตรวจรักษา

1) แมวเป็นสัตว์ที่ --ฉันจะกินอะไรที่ฉันอยากกินเท่านั้น ถ้าไม่มี ฉันยอมอด ในข้อนี้เป็นข้อที่เจ้าของแมวควรรับรู้ เพราะคุณจะได้เจอเวลาที่คุณจำเป็นต้องเปลี่ยนอาหารเป็นอาหารสูตรที่สำหรับช่วยในการรักษาโรคต่างๆ
2) แมวเป็นสัตว์ที่ --ยังคงมีความเป็นสัตว์ป่าอย่างเต็มตัวอยู่ ถ้าคุณไม่ระวังคุณอาจเจ็บตัวเวลาให้ยาแมว
3) แมวเป็นสัตว์ที่ --ไม่ชอบยาเม็ดที่มีกลิ่น
4) แมวเป็นสัตว์ที่ --ไม่ชอบยาน้ำที่ผสมแอลกอฮอล์ (elixirs)
5) แมวเป็นสัตว์ที่ --ไม่ชอบอาบน้ำ คุณควรคุยกับหมอที่รักษาแมวของคุณถึงวิธีการอาบน้ำแมวให้ดีดี ไม่เช่นนั้นคุณอาจเจ็บตัวเวลาจับแมวอาบน้ำ
6) แมวเป็นสัตว์ที่ --จำไม่มีลืม ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณ สัตวแพทย์ที่คุณใช้บริการ หรือใครก็ตามทำกับแมวของคุณ แมวจะจำไม่มีลืม
7) คุณสามารถสั่งให้สุนัขของคุณทำในสิ่งที่าคุณสั่งได้ แต่ไม่สำหรับแมว แมวจะทำเมื่ออยากทำเท่านั้น
8) แมวก็คือแมว ไม่ใช่สุนัขตัวเล็กๆ ดังนั้นวิธีการต่างๆที่ใช้กับแมว จะต่างกับในสุนัขอย่างสิ้นเชิง

สเตียรอยด์ กับสัตว์เลี้ยง2 ผลไม่พึงประสงค์ของการใช้สเตียรอยด์ ในแมว

สเตียรอยด์ กับสัตว์เลี้ยง2 ผลไม่พึงประสงค์ของการใช้สเตียรอยด์ ในแมว

ผลไม่พึงประสงค์ของการใช้สเตียรอยด์ ในแมว นอกจากจะเหนี่ยวนำให้เกิดการติดเชื้อแทรกซ้อน การเกิดแผลในกระเพาะอาหาร รวมถึงการเกิด Cushing's Syndrome แล้วยังทำเกิดภาวะต่อไปนี้

1) โรคเบาหวาน สเตียรอยด์ จะทำให้เกิด feedback mechanism ไปที่ต่อมใต้สมองให้หยุดกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ผลก็คือระดับน้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดโรคเบาหวานตามมา นอกจากเบาหวานแล้ว ยังอาจมีโรคอื่นๆเกิดตามมาเช่นภาวะการขาดฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์เป็นต้น

2) การเหนี่ยวนำให้เกิดหัวใจทำงานล้มเหลวแบบเรื้อรังจากการใช้สเตียรอยด์ ซึ่ง Smith SA, et al. ได้ทำการสำรวจแมว 271 ตัวที่มีปัญหาหัวใจทำงานล้มเหลวแบบเรื้อรัง พบว่า 29 ตัว (11%)ของแมวกลุ่มนี้เคยได้รับสเตียรอยด์มาประมาณ 90 วันก่อนหน้าที่พบอาการหัวใจทำงานล้มเหลวแบบเรื้อรัง

สเตียรอยด์ กับสัตว์เลี้ยง1 สัตว์เลี้ยงของคุณได้รับสเตียรอยด์โดยการกิน หรือฉีดเพื่อรักษาอาการคันติดต่อกันนานกว่า 14 วันหรือยัง?

สเตียรอยด์ กับสัตว์เลี้ยง1 สัตว์เลี้ยงของคุณได้รับสเตียรอยด์โดยการกิน หรือฉีดเพื่อรักษาอาการคันติดต่อกันนานกว่า 14 วันหรือยัง?

สัตว์เลี้ยงของคุณได้รับสเตียรอยด์โดยการกิน หรือฉีดเพื่อรักษาอาการคันติดต่อกันนานกว่า 14 วันหรือยัง?

ถ้ายัง คุณควรคุยกับหมอเจ้าของไข้ของสัตว์เลี้ยงของคุณ เพื่อขอให้ท่านใช้ในขนาดต่ำๆ (ซึ่งทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) เชื่อว่าหมอส่วนใหญ่มักใช้ขนาดต่ำๆอยู่แล้ว) จนกว่าจะถึง 2 อาทิตย์

ถ้าครบ หรือเกิน 14 วันแล้ว ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอแนะนำทางเลือกต่อไปนี้
1) ถ้าจะยังคงใช้สเตียรอยด์ต่อ ซึ่งทางเลือกนี้ มีราคาต่ำมาก ให้ผลในการลดอาการคันที่รวดเร็ว หวังผลในด้านการกดอาการคันได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่ต้องยอบรับถ้าเลือกข้อนี้ได้แก่ โอกาสเกิดผลไม่พึงประสงค์ได้ 60% ซึ่งผลไม่พึงประสงค์ของการใช้สเตียรอยด์ได้แก่ การติดเชื้อแทรกซ้อน การเกิดแผลในกระเพาะอาหาร รวมถึงการเกิด Cushing's Syndrome ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอให้คำนึงถึงความเป็นไปได้การลดโอกาสการเกิดผลไม่พึงประสงค์ของการใช้สเตียรอยด์ หรือวิธีการแก้ไขผลจากการเกิดผลไม่พึงประสงค์ของการใช้สเตียรอยด์ หรือควรเลือกทางเลือกอื่นที่ไม่ต้องใช้สเตียรอยด์ต่อ
2 ) ถ้าคุณไม่อยากใช้สเตียรอยด์ต่อ ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกายสัตว์ป่วย และดำเนินการทดสอบต่างๆแบบเจาะลึก เพื่อหาสาเหตุของอาการคัน แล้ววางแผนการรักษาต่อไป ซึ่งทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ชอบทางเลือกนี้มากกว่า ถึงแม้ว่าอาจต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าในระยะแรก และเห็นผลช้ากว่า แต่ว่าสามารถหลีกเลี่ยงผลไม่พึงประสงค์ของการใช้สเตียรอยด์ได้ดีกว่ามาก

Friday, May 20, 2011

เรื่องของขน3 ปัญหาขนร่วงของแมว

เรื่องของขน3 ปัญหาขนร่วงของแมว

ขนร่วงในแมว จัดได้ว่าเป็นปัญหาชวนฝันร้ายสำหรับหมอหลายๆท่าน เป็นปัญหาที่ต้องการความร่วมมือร่วมใจจากทั้งตัวแมวเอง หมอที่ทำการรักษา และเจ้าของสัตว์อย่างมากๆ และเช่นเดียวกับสุนัข ปัญหาแมวขนร่วงเต็มบ้าน หรือขนร่วงจนขนบาง หรือโกร๋น เป็นปัญหาที่เจ้าของแมวส่วนใหญ่มักเจอ ซึ่งปัญหานี้นอกจากทำให้รู้สึกน่ารำคาญ จนบางรายอาจเกิดอาการจิตตกสำหรับเจ้าของแมวแล้ว ต้นเหตุที่ทำให้ขนร่วงอาจทำให้ตัวแมวป่วย ได้รับผลกระทบตั้งแต่ไม่มีอะไรเลย จนอาจถึงตายได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษา กลุ่มออาการขนร่วงแมวมีดังนี้

1)ความผิดปกติแต่กำเนิด ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ แมวพันธุ์สฟิงค์ (Sphinx Cat)
2)ขนร่วงเป็นแห่งๆ (focal alopecia) พบได้บ่อยมาก ตัวการที่เป็นสาเหตุได้แก่ เชื้อราหรือกลากแมว ขี้เรื้อนรูขุมขน ยาฉีดหลายๆชนิด ปฏิกิริยาข้างเคียงต่อยาทาบางชนิดเช่นสเตอรอยด์ รูขุมขนอักเสบ Pseudopelade, Alopecia Areata, Psychogenic Alopecia, Traction เป็นต้น
3) Symetrical Alopecia มี 2 กลุ่ม คือ
3.1)Symetrical Alopecia จากการเกา แทะ ทึ้งขน (self-inflicted hair loss) มักพบว่า เกิดเนื่องจากการเกาคัน จากสาเหตุต่างๆเช่น โรคภูมิแพ้ ขี้เรื้อนหลายๆชนิด การติดเห็บ-หมัด-ไร การติดเชื้อ มะเร็งบางชนิด หรือกลุ่มอาการทางจิตเวช
3.2)Symetrical Alopecia ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเกา แทะ ทึ้งขน (self-inflicted hair loss) มักเกิดจากความผิดปกติของรูขุมขน หรือความผิดปกติขององค์ประกอบรอบรูขุมขน หรือ มีการรบกวนวงรอบการผลัดขน โรคในกลุ่มนี้ได้แก่ โรคที่เกิดจากฮอร์โมน การขาดสารอาหารบางชนิด การเหนี่ยวนำของระบบภูมิคุ้มกัน มะเร็งเป็นต้น

เช่นเดียวกับในสุนัขที่มีปัญหาขนบาง หรือขนร่วง ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) จะทำการแยกให้ออกก่อนว่าเป็นกลุ่มไหนโดยการเช็คจากประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจสภาพขน แล้วค่อยเจาะลึกไปหาสาเหตุ ซึ่งเป็นวิธีการที่ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) มั่นใจว่าเป็นวิธีที่ได้ผล ประหยัดเวลา และประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด และมีโอกาสผิดพลาดน้อยที่สุด

Friday, May 13, 2011

เรื่องของขน1 ความเข้าใจทั่วไป

เรื่องของขน1 ความเข้าใจทั่วไป

ส่วนนี้อาจะไม่เกี่ยวกับโรคผิวหนังเท่าไร แต่อยากแนะนำว่าควรอ่านบทความนี้ก่อนเพื่อที่จะได้เข้าใจในบทความต่อไปได้ง่ายๆ

ขนจะประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ hair shaft (ส่วนที่โผล่จากผิวหนัง) และ root (ส่วนที่อยู่ใต้ผิวหนัง) และตำแหน่งที่ขนโผล่ขึ้นมาเราเรียกว่า รูขุมขน หรือ hair follicles ซึ่งรูขุมขนจะวางตัวดป็นมุม 30-60 องศากับพื้นผิวของผิวหนัง และทุกรูขุมขนจะลู่ไปทางหาง เพื่อทำให้ไล่น้ำที่เปียกตัวออกไปง่ายขึ้น ใน 1 ปี สุนัขจะสร้างขนประมาณ 60-180 กรัม ส่วนแมวจะอยู่ที่ 30-40 กรัม

ขนจะมีการผลัดเปลี่ยนเป็นวงรอบเรียกว่า Hair Cycle ซึ่งโดยขนจะมีจุดเริ่มต้นของการงอกที่ Hair Bulb ขนจะเจริญขึ้นโดยการดันเซลล์ขนเก่าขึ้นทำให้ขนนั้นยาวขึ้นในอัตรา 0.1 มิลลิเมตรต่อวัน ซึ่งระยะที่ขนมีการเจริญเติบโตนี้เรียกว่า anagen ขนจะยาวจนสุดเท่าที่ไปไหวแล้ว แล้ว Hair Bulb จะแยกตัวโดยขนเก่าจะอยู่ด้านบน เราเรียกช่วงนี้ว่า catagen จากนั้นจะเข้าสู่ระยะพักหรือ telogen
แล้วหลังจากนี้จะวนกับไปที่ anagen โดยขนที่งอกจาก Hair Bulb อันล่าง หรือขนใหม่จะดันขนเก่าขึ้นไปเรื่อยๆจนหลุดออกไป การหลุดขอนเก่าอาจจากการหลุดไปเอง หรือจากการแปรงขน หรือเกา ถูตัวก็ได้

ปัจจัยที่มีผลต่อความมยาวของขนได้แก่
1) สายพันธุ์ หรือพันธุกรรม เช่น พูเดิ้ล ขนจนยาวไปเรื่อยๆเป็นเวลา 5 ปีแล้วค่อยหลุด
2)ช่วงแสง เรามักพบว่าสุนัขมักผลัดขนช่วงรอยต่อฤดูร้อนไปหนาว หรือหนาวมาร้อน อย่างก็ตามสัตว์ได้รับแสงต่อเป็นเวลานานๆเช่นพวกที่อยู่ในตัวบ้านแล้วได้รับแสงไฟบ้านในตอนกลางคืนพบว่า มักผัดขนทั้งปี
3)อาหาร
4)โรคต่างๆ

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ตรงโคนรากขนจะยึดกับกล้ามเนื้อที่ชื่อว่า arrector pili ซึ่งถ้ากล้ามเนื้อนี้หดตัวจะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "ขนลุก" ซึ่งมักเกิดขนหลุดตามมา ถ้าเทียบกับในคนจะเหมือนกับเวลาเจอผี แล้วผมตั้งจากนั้นจะหัวโกร๋นตามมา เพราะว่าเวลาเกิดความตื่นเต้น ตกใจหรือต้องการข่มขวัญ หรือรู้สึกหนาว ร่างกายจะหลั่งอดีนารีนออกมา ซึ่งตัวอดีนารีนจะทำให้ arrector pili หดตัว ผลที่ตามมาคือสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น ด้วยเหตุนี้จึงเป็นคำตอบของคำถาม ทำไมสุนัขเวลาขึ้นรถ หรือไปคลินิกที่ไม่ชอบถึงได้ขนร่วงมาก

ขนหนวดของสัตว์ หรือ vibrissae เป็นขนพิเศษทำหน้าที่รับความรู้สึกเกี่ยวกับการสัมผัส มีเส้นเลือดและเส้นประสาทมาเลี้ยงมาก ถ้าตัดที่ขนนี้สัตว์จะแสดงอาการเจ็บปวดมาก เหมือนเวลาตัดเล็บพลาด

Wednesday, May 11, 2011

หูอักเสบ หูน้ำหนวก หรือหูเน่า

หูอักเสบ หูน้ำหนวก หรือหูเน่า

หูอักเสบเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะในสุนัข ซึ่งเกิดได้จากหลายปัจจัย ซึ่งในความเห็นของทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)การรักษาที่มุ่งเน้นไปที่การรักษาแต่ที่หูเพียงอย่างเดียวโดยไม่สนใจองค์รวมของปัญหา มักทำให้ปัญหาหูอักเสบไม่หายขาด ซ้ำร้ายในบางรายอาจไม่ตอบสนองต่อการรักษาเลย ในกรณีร้ายแรงอาจเกิดสภาวะ calcified ear canal ซึงหมายความว่ารูหูเสียหายอย่างสมบูรณ์อย่างหมดทางแก้ไข สำหรับปัจจัยที่โน้มนำให้เกิดปัญหาหูอักเสบที่พบบ่อยได้แก่

1. กลุ่มโรคภูมิแพ้: มักพบได้บ่อยที่สุดในการเนี่ยวนำให้เกิดหูอักเสบ โดยเฉพาะการแพ้อาหาร หรือการแพ้สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ ซึ่งในความเห็นของทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) เห็นว่าต้องทำการตรวจ และรักษากลุ่มโรคภูมิแพ้ควบคู่ไปด้วย จาการสังเกตุของทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) พบว่าถ้าไม่ควบคุมโรคภูมิแพ้ให้ดี หูอักเสบมักกลับมาเป็นใหม่หลังรักษาหูอักเสบจนหายดีแล้วในไม่เวลาไม่เกิน 2 ปี หรือในหลายๆรายพบว่ารักษาหูอักเสบเท่าไรก็ไม่หายสักทีจนถอดใจเลิกรักษาไปเลย

2. ความไม่สมดุลของฮอร์โมน: ปัญหาความไม่สมดุลของฮอร์โมนมักทำให้เกิดการกดภูมิคุ้มกัน ซึ่งมักทำให้เกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนที่ผิวหนัง และหู แล้วเกิดปัญหาผิวหนังและหูอักเสบตามมา

3. การติดเชื้อในหูชั้นกลาง: ในกรณีที่หูชั้นนอกอักเสบแล้วลุกลามเข้าไปในชั้นกลาง ถ้าไม่รักษาที่หุชั้นกลางควบคู่ไปด้วย มักพบว่าหูอักเสบมักกลับมาเป็นใหม่หลังรักษาหูอักเสบจนหายดีแล้วในเวลาไม่นาน หรือในหลายๆรายพบว่ารักษาหูอักเสบเท่าไรก็ไม่หายสักทีจนถอดใจเลิกรักษาไปเลย อย่างไรก็ตามกรณีนี้สามารถป้องกันได้ โดยการรีบพาสัตว์ที่มีปัญหาหูอักเสบไม่รับการตรวจรักษาแต่เนิ่นๆ ก่อนที่การอักเสบติดเชื้อ จะลามเข้าสู่ชั้นกลางซึ่งรักษาได้ยากกว่ามาก

4. ความผิดปกติทางโครงสร้างของหูและใบหู รวมทั้งความหนาแน่นของขนในรูหูที่มากกว่าปกติ: ในสุนัขหลายๆตัวที่รูหูแคบ ใบหูใหญ่ หรือ มีขนในรูหูแน่นจนแทบเต็มรูหู มักพบว่าจะเกิดหูอักเสบได้ง่ายกว่าสุนัขทั่วไป

5. เนื้องอก มะเร็ง หรือก้อนpolyps: มักทำให้เกิดการอุดตัน หรือตีบแคบของรูหู รวมทั้งปฏิกิริยาของภูมิคุ้มกันต่อเนื้องอกมักทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อในรูหูได้

6. สิ่งแปลกปลอมในรูหู มักทำให้เกิดการอุดตัน หรือตีบแคบของรูหู รวมทั้งทำให้เกิดการระคายเคือง ซึ่งมำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อในรูหูตามมา

Monday, April 18, 2011

โรคผิวหนัง ภูมิแพ้ การดูแลและป้องกัน การสังเกต และ ความเข้าใจในการรักษา

โรคผิวหนัง ภูมิแพ้ การดูแลและป้องกัน การสังเกต และ ความเข้าใจในการรักษา

โดย น.สพ. รังสรรค์ สกุลพลอย

โรคผิวหนัง คือ ความผิดปกติอะไรก็ได้ที่เกิดกับผิวหนัง เช่น อาการเกาคัน เม็ดตุ่ม ก้อนต่างๆ แผล หรือการที่มีสิ่งแปลกปลอมอะไรก็ได้มาอยู่บนหรือในผิวหนัง
อะไรที่ทำให้เกิดโรคผิวหนัง
*การติดเชื้อ – แบคทีเรีย รา ยีสต์ หรือไวรัส
*ปรสิต – เห็บ หมัด เหา ไร ไรขี้เรื้อน หนอนแมลง หรือหนอนพยาธิบางชนิด
*ภูมิแพ้ และความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน – แพ้สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ ในอาหาร น้ำลายหมัด พิษของแมลง แพ้สัมผัส และ โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง
*ความผิดปกติของระบบฮอร์โมน เช่นภาวะขาดฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์
*มะเร็ง และเนื้องอก
*ปัจจัยทางกายภาพ และเคมี - ไฟไหม้ กรด ด่าง น้ำมันปิโตรเลี่ยม ยาบางชนิด
*คน – หมอ เจ้าของสัตว์ และกูรูทั้งหลาย – ที่ชอบลองการรักษาโดยที่ยังไม่มีการพิสูจน์ว่าได้ผล ไม่มีความรู้เพียงพอ หรือรักษาผิดวิธี เช่นยาไม่ครบคอร์ส หรือขนาดไม่เพียงพอ ใช้ยาไม่ตรงโรค หรือใช้ยาที่อาจเป็นพิษในสัตว์ได้
*สิ่งแปลกปลอม – เสี้ยน หนาม
*ความผิดปกติทางจิตเวช
*ยังไม่ทราบสาเหตุ

ความรุนแรงของการเกิดโรคผิวหนังขึ้นกับ
*ชนิด และปริมาณของตัวก่อโรค
*ความทนต่อโรคของตัวสัตว์ป่วย
*พันธุกรรมของตัวสัตว์ป่วย
*การดูแลรักษา (หมอ + เจ้าของสัตว์ + ตัวสัตว์)
*บุญเก่า กรรมเก่า



เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสัตว์เลี้ยงมีปัญหาโรคผิวหนัง
ทำได้โดยดูจาก
*อาการคัน เกา เลีย แทะตามตัว เท้า หู หลัง ท้อง
*ชอบไถตัว + ก้น
*สังคตัง
— *ขนร่วง มีรังแค หรือ กลิ่นตัวแรง
*ตุ่ม ก้อน จุด หรือแผลต่างๆ
*เห็บ หมัด เหา ไร หรือคนในบ้านทุกคน

การดูแล ป้องกัน และการรักษาโรคผิวหนัง
— การรักษาโรคผิวหนัง
*ใช้เวลา มีค่าใช้สูงพอสมควร
*แต่ละโรคก็มีวิธีรักษาได้มากกว่า 1 วิธี และค่าใช้จ่ายก็ขึ้นกับต้นทุนของแต่ละวิธี
*ค่าใช้จ่ายขึ้นกับวิธีการรักษา แต่วิธีการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูงไม่จำเป็นต้องได้ผลการรรักษาที่ดีกว่าวิธีการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายที่ราคาต่ำกว่า
*ต้องทำคู่กับการปรับการเลี้ยงดูที่ถูกหลัก
*ไม่ยาวิเศษที่รักษาได้ทุกโรค ยกเว้นการวินิจฉัยที่แม่นยำ ร่วมกับการรักษาที่ถูกวิธี และมีการดูแลที่เหมาะสม
*ต้องการความร่วมมือระหว่างหมอ กับเจ้าของสัตว์ค่อนข้างมาก

— การดูแลสัตว์เลี้ยงที่เป็นโรคผิวหนัง
*ปฏิบัติตามคำแนะนำของหมออย่างเคร่งครัด
*สัตว์เลี้ยงไม่ใช่สัตว์ทดลอง – อย่าทำตนเป็นกูรูลองยาหรือวิธีการแปลกๆโดยไม่ได้มีศึกษามาอย่างดี
*ให้อาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน และสมดุล แก่สัตว์ป่วย
— *มีการอาบน้ำ และใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพของตัวสัตว์
— *ให้ตามคำแนะนำของหมอ
— *ถ้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับการรักษา – คุยกับหมอเจ้าของไข้โดยตรง ถ้าไม่ได้คำตอบที่น่าพอใจ หรือเชื่อถือได้ - เปลี่ยนหมอ




— การป้องกันโรคผิวหนัง แก่สัตว์เลี้ยง
*ไม่มีวิธีที่ป้องกันได้ 100%
*แต่ลดโอกาสการเป็นโรคผิวหนังได้โดย
*การเลี้ยงดูที่ถูกหลัก
*มีการอาบน้ำ และใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพของตัวสัตว์
*ให้อาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน และสมดุล
*มีการฉีดวัคซีนตามโปรแกรมที่เหมาะสม มีการถ่ายพยาธิ ควบคุมและกำจัดเห็บ หมัด อย่างสม่ำเสมอ
*อย่าลองของแปลก

โรคผิวหนังที่เกิดจากโรคภูมิแพ้
*คือ โรคผิวหนังที่เกิดจากภาวะไวเกินของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายในรูปแบบที่ I หรือ IV หรือทั้งสองรูปแบบร่วมกัน
*เป็นโรคของบุญเก่า กรรมเก่า
— *มี 5 รูปแบบ
— +การแพ้น้ำลายของหมัดหรือของแมลงบางชนิด
— +การแพ้เหล็กใน หรือพิษของแมลงหรือแมง
— +ปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์จากอาหาร
+โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หรือการแพ้สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ
— +การแพ้สัมผัส
— +หมอบางคนอาจแยก การแพ้สารคัดหลั่งจากยีสต์ หรือ แบคทีเรียออกเป็นอีกกลุ่ม
— *มักมีโรคผิวหนังโรคอื่นๆเกิดร่วมด้วยเสมอ

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสัตว์เลี้ยงมีปัญหาโรคภูมิแพ้
ทำได้โดยดูจาก
*อาการคัน เกา เลีย แทะตามตัว เท้า หู หลัง ท้อง
*ชอบไถตัว + ก้น
*สังคตัง
*หูอักเสบที่มีการกลับมาเป็นใหม่ใน 2 ปี
*หาหมอ
*มีรังแค หรือ กลิ่นตัวแรง

การดูแล ป้องกัน และการรักษาโรคภูมิแพ้
*ทำเหมือน การดูแลโรคผิวหนังทั่วไป แต่เพิ่มความเข้มงวดเรื่องการควบคุม และกำจัดเห็บ หมัด - อย่าการ์ดตก
*ในกรณีที่แพ้อาหาร ให้ระวังเรื่องให้อาหาร อย่าคิดว่านิดหน่อยไม่น่าเป็นอะไร - เวลาโรคกลับรักษายากกว่าตอนเริ่มต้นมาก

Monday, October 18, 2010

หมัด การควบคุม และกำจัดหมัด (FLEAS AND FLEA CONTROL)

หมัด การควบคุม และกำจัดหมัด (FLEAS AND FLEA CONTROL)

หมัด หรือบางคนเรียกว่าหมัดแมวเป็นตัวปรสิตภายนอกที่สร้างปัญหาโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยที่สุด ที่คลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) พบว่าประมาณร้อยละ 90 ของโรคผิวหนังในสุนัขและแมว ที่มาใช้บริการกับทางคลินิก มักมีปัญหาโรคผิวหนังอักเสบจากการแพ้น้ำลายหมัดร่วมอยู่ด้วย นอกจากนี้หมัดยังเป็นตัวพาหะนำโรคต่างๆเช่นการติดพยาธิตัวตืด โรคฮีโมบาร์โทเนโลซิสเป็นต้น การควบคุมหมัดเป็นความท้าทายของสัตวแพทย์และตัวเจ้าของสัตว์ เพราะว่าตัวหมัดที่โตเต็มวัยเท่านั้นที่สร้างปัญหา แต่ทว่าในสภาพแวดล้อมรอบตัวสัตว์จะอุดมไปด้วยไข่ และตัวอ่อนระยะต่างๆของหมัดเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งไข่ และตัวอ่อนระยะต่างๆของหมัดเหล่านี้ จะเป็นตัวเพิ่มประชากรตัวหมัดที่โตเต็มวัยบนตัวสัตว์ และในสภาพแวดล้อมรอบตัวสัตว์ต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้การควบคุมหมัดที่ดีในทางทฤษฎีคือ ต้องได้ผลครอบคลุมตัวหมัดทุกระยะ ทั้งบนตัวสัตว์ทุกตัว และในสภาพแวดล้อม ก่อนที่เราจะเข้าสู่การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม เราควรที่จะต้องรู้จักวงชีวิตของหมัดกันก่อน

วงชีวิตของหมัด (Ctenocephalides felis)

ตัวหมัดจะวางไข่บนขนของตัวสัตว์ที่มันอาศัยอยู่ หลังจากนั้นไข่หมัดจะร่วงหล่นจากตัวสัตว์ที่มันอาศัยอยู่ ไข่หมัดจะมีความทนต่อยาฆ่าแมลงทุกชนิด แต่จะไวต่อยาควบคุมการเจริญเติบโตของแมลง ตัวอ่อนของหมัด (Larvae) จะออกจากไข่ และเจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมรอบตัวสัตว์เลี้ยง และกินมูล (เลือด) ที่ตัวหมัดถ่ายแล้วร่วงหล่นลงมาจากขนบนตัวสัตว์ ตัวอ่อนของหมัดจะไวต่อยาฆ่าแมลงทั่วๆไป สารในกลุ่มบอเรต และยาควบคุมการเจริญเติบโตของแมลง ตัวอ่อนของหมัดจะ
สร้างรังคล้ายรังไหมขึ้นมาหุ้มตัวมันเองแล้วพัฒนาเป็นตัวดักแด้ (Pupae) ต่อไป ซึ่งกระบวนการนี้ มักเกิดภายในเส้นใยของพรม ใยผ้า หรือใต้ใบหญ้า ในที่ที่ไม่โดนแสงแดด โดยตัวดักแด้ที่เกิดขึ้นมานี้ จะมีความทนต่อการแช่แข็ง การทำให้แห้ง และยาฆ่าแมลงหลายๆชนิด ตัวดักแด้จะสามารถคงสภาพดักแด้ได้หลายๆเดือนจนกว่าจะมีการกระตุ้นให้ลอกคราบเป็นตัวหมัดขั้นแรก ปัจจัยที่ช่วยทำให้เกิดการลอกคราบของตัวดักแด้ได้แก่ การสั่นสะเทือน ความร้อน และการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยปกติแล้วการลอกคราบของตัวดักแด้จะเกิดขึ้นเมื่อมีเหยื่ออยู่ใกล้ๆ และตัวหมัดขั้นแรกจะต้องพบเหยื่อในเวลาไม่กี่วินาที ตัวหมัดขั้นแรกที่เพิ่งออกมาจากไข่ ถ้าอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่กี่วันโดยไม่มีเหยื่อ ตัวหมัดที่เพิ่งเกิดใหม่จะเริ่มกินเลือดภายใน 1 ชั่วโมงหลังพบเหยื่อ (สุนัข และแมว) หลังจากที่หมัดดูดเลือดจากเหยื่อแล้ว ตัวหมัดจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานหลังจากที่ลงจากตัวเหยื่อ ส่วนใหญ่แล้วอัตราการตายของตัวหมัดที่อยู่บนตัวเหยื่อที่ไม่ใช่ลูกสัตว์จะค่อนข้างสูง ส่วนใหญ่จะอยู่บนตัวเหยื่อได้ไม่เกิน 72 ชั่วโมงบนตัวเหยื่อที่มีอาการคันและสามารถแทะเลียตัวเองได้ แต่โชคไม่ดีที่กว่าที่ที่ตัวหมัดจะตาย ก็วางไข่ไปจำนวนมากแล้ว วงจรชีวิตของหมัดจะตกประมาณ 16 วัน

วิธีการควบคุมหมัดที่ควรทำ (FLEA CONTROL RECOMMENDATIONS)

ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)มีความเห็นว่า เราต้องการให้สัตว์ที่มีปัญหาการแพ้น้ำลายหมัด ต้องปลอดจากหมัด 100% เพื่อให้ปลอดจากอาการแพ้น้ำลายหมัดอย่าง 100% ในกรณีที่มีการถูกหมัดกัดแม้เพียงเล็กน้อย (ถูกกัดแค่ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์) ก็มากเพียงพอที่จะทำให้เกิดอาการการแพ้น้ำลายหมัดได้แล้ว ช่วงระยะหลังๆในหลายๆประเทศเริ่มมีการทำการควบคุมหมัดในสภาพแวดล้อมของสัตว์เลี้ยงโดยการใช้สารยับยั้งตัวอ่อนของหมัดควบคู่ไปกับการควบคุมหมัดบนตัวสัตว์ วิธีนี้เป็นวิธีที่ค่อนข้างจะเรียกได้ว่าได้ผลดีที่สุดในปัจจุบัน แต่ทว่ายังคงต้องการทำซ้ำหลายๆครั้งเพื่อเพิ่ม และคงประสิทธิภาพอันเป็นการที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่สูงและแรงงานอีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งสารยับยั้งตัวอ่อนของหมัดยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งทำให้การควบคุมหมัดที่มีประสิทธิภาพสำหรับสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยทำได้ยากลำบากยิ่งขึ้น การใช้สารกำจัดตัวโตเต็มวัยของหมัดที่อยู่บนตัวสัตว์เพียงอย่างเดียวพบว่ามีผลแค่บรรเทาอาการเท่านั้น และยาที่ใช้ในการกำจัดหมัดที่มีจำหน่ายในประเทศไทย ส่วนใหญ่ออกฤทธิ์ในการฆ่าที่ช้าทำให้ หมัดสามารถมีช่วงเวลาที่จะฉีดน้ำลายแก่สัตว์เลี้ยงได้อย่างเต็มที่ แล้วยังเหลือเวลามากพอที่จะวางไข่เพื่อแพร่พันธุ์ต่อไปก่อนที่จะตายอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ยาที่ใช้ในการกำจัดหมัดที่สามารถลดการรับน้ำลายหมัดก็มีจำหน่ายในประเทศไทยเช่นกัน แต่ก็ข้อจำกัดการใช้บางอย่าง และหาซื้อได้ค่อนข้างยาก สำหรับตัวผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการควบคุมหมัด ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ไม่สามารถแนะนำโดยไม่ผ่านการตรวจและรักษาจากทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)ได้ เพราะมีข้อจำกัดในเรื่องจรรยาบรรณ และกฎหมายเกี่ยวกับการโฆษณา
ในความเห็นของทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) การกำจัดหมัด เพื่อการรักษาการแพ้น้ำลายหมัดที่ทำได้ในประเทศไทย คือการใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถลดการรับน้ำลายหมัดกับสัตว์เลี้ยงทุกตัวในบ้าน ร่วมกับการกำจัดหมัดที่อยู่ในสภาพแวดล้อมของสัตว์เลี้ยงอย่างเต็มที่

Monday, September 27, 2010

ผิวหนังอักเสบของแมวเหมียว หรือ แมว คันๆๆๆ( Feline dermatitis VS Felline pruritus)

ผิวหนังอักเสบของแมวเหมียว หรือ แมว คันๆๆๆ( Feline dermatitis VS Felline pruritus)
อาการคัน จากผิวหนังอักเสบในแมวเป็นหนึ่งในอาการที่พบได้บ่อยในแมวที่มีปัญหาโรคผิวหนัง ซึ่งเกือบทุกโรคจะแสดงรูปแบบภายนอกที่เห็นด้วยตาเปล่าคล้ายๆ จนเกือบจะเหมือนกัน แต่การดำเนินโรคต่างกันสิ้นเชิง การแสดงรูปแบบภายนอก จะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือมากกว่า หนึ่งอย่างดังนี้ ขนร่วง ที่เกิดจากการเลีย หรือเกา (Self-induced alopecia), มีสะเก็ดเม็ดเล็กๆขนาดประมาณครึ่งมิลลิเมตรกระจายอยู่ตามลำตัว (Miliary dermatitis), การเกิด eosinophilic granuloma complex เป็นต้น สาเหตุที่ทำให้เกิดผิวหนังอักเสบในแมวได้แก่

1. กลากแมว (Dermatophyte หรือ ringworm) เป็นการติดเชื้อที่ผิวหนังที่พบได้บ่อยที่สุดในแมว สามารถติดสู่คนได้
2. กลุ่มโรคภูมิแพ้ เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดว่าทำให้เกิดอาการคันในแมว โรคในกลุ่มนี้ได้แก่
+ การแพ้น้ำลายหมัด หรือชิ้นส่วนของตัวหมัด (Flea allergy)
+ การแพ้องค์ประกอบของแมลงต่างๆ (Insect hypersensitivity) เช่น ยุง ผีเสื้อราตรี ผึ้ง แมลงสาป เป็นต้น
+ ปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์จากอาหาร และการแพ้อาหาร (Adverse food reactions หรือ Food allergy)
+ การแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ (Atopy)
+ การแพ้สัมผัส (Contact hypersensitivity)
3. กลุ่มโรคขี้เรื้อน
+ ขี้เรื้อนรูขุมขน (Demodicosis)
+ หิดแมว
+ การติดไรCheyletiella mites หรือรังแคเดินได้
4. การติดเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial pyoderma)
5. กลุ่มโรค Pemphigus
6. ปฏิกิริยาจากยา (Drug reactions)
7. อาการคันจากผลข้างเคียงของมะเร็งบางชนิด (Paraneoplastic pruritus)
8. อาการขนร่วง จากสาเหตุทางจิตเวช (Psychogenic alopecia)
9. การติดเชื้อไวรัสบางชนิด

อาการที่บอกให้รู้ว่าแมวของคุณมีอาการคัน

อาการที่บอกให้รู้ว่าแมวของคุณมีอาการคัน

แมวเป็นสัตว์ที่เก็บอาการเก่ง ทำให้เจ้าของแมวหลายๆคน (รวมทั้งสัตวแพทย์หลายท่านด้วย)ไม่รู้เลยว่าแมวของตน หรือแมวที่ตนดูแลอยู่มีอาการคัน จนกระทั่งอาการมากจนเก็บอาการไม่อยู่ ถึงได้รู้ว่ามีปัญหา ซึ่งจากประสบการณ์ของผู้เขียนเอง เจ้าของแมวหลายๆคนไม่เชื่อว่าแมวมีอาการคันจนกระทั่งเกิดรอยโรคที่รักษาได้ค่อนข้างยากแล้วถึงจะเชื่อ รวมทั้งตัวสัตวแพทย์หลายๆคนที่มาขอคำแนะนำ ยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อว่าแมวที่ตนเองดูแลรักษาอยู่จะมีอาการคัน อาการต่อไปนี้เป็นตัวอย่างที่พบได้บ่อยว่าเป็นบอกว่าแมวของท่านกำลังคัน

1. ขนร่วง ที่เกิดจากการเลีย หรือเกา (Self-induced alopecia) โดยเฉพาะโคนขาหลังด้านใน และใต้ท้อง ---เป็นอาการที่พบได้ค่อนข้างบ่อย

2. มีสะเก็ดเม็ดเล็กๆขนาดประมาณครึ่งมิลลิเมตรกระจายอยู่ตามลำตัว (Miliary dermatitis)

3. การเกิด eosinophilic granuloma complex (eosinophilic plaque, linear granuloma, indolent ulcer, and oral granuloma) --ขออภัยที่ผู้เขียนไม่สามารถให้คำอธิบายที่เป็นภาษาไทยได้

4. การคัน-เกา แถวหัวและคอ พบได้ในรายที่เป็นมาก และอาจสับสนกับการเลียแต่งขนของแมวตามปกติ

5. การเกิดก้อนขนในทางเดินอาหาร หรือการเกิดสังตัง (ข้อสังเกตุส่วนตัวของผู้เขียนเอง)

อยากใคร่ขอรบกวนให้ ท่านเจ้าของแมวลองสังเกตุแมวของท่นดูว่ามีสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นหรือไม่ ถ้ามี ควรพาแมวของท่านไปรับการตรวจ-รักษาจากสัตวแพทย์ทันทีที่ท่านสะดวก

Friday, September 24, 2010

อาการที่บอกให้รู้ว่าสัตว์เลี้ยงของคุณเป็นโรคผิวหนัง

จากการสังเกตุของทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) อาการที่บอกให้รู้ว่าสัตว์เลี้ยงของคุณเป็นโรคผิวหนังได้แก่

แผลเปื่อย แผลถลอก (sores), รังแค (dandruff), ขนร่วง (hair loss), มีสะเก็ดแผล (scabs), ผิวหนังนังแดง (redness), ตาแฉะ (watery eyes), ลมพิษ (hives), หูอักเสบ (ear problems), ผิวหนังร้อนกว่าปกติ ('heat'), กลิ่นตัว (odor), ผิวหนังแฉะ หรือเยิ้ม (sweating), มีเม็ดตุ่มตามตัว (spot), ขนร่วง (Hair loss), ขนหยาบกระด้าง (Dull; unkempt), รังแค และสะเก็ด (Scaly), ผิวหนังแห้ง (Dry), ผิวหนังมัน (Oily), คัน (Itching), ผลัดขนมากผิดสังเกตุ (Over-shedding), สังคตัง (Mats), ก้อนเนื้องอก หรือหูดบนผิวหนัง (Tumors or warts), เห็นตัวเห็บ หมัด เหา หรือไร (Parasites), มีก้อนแปลกๆอยู่ใต้ผิวหนัง (Abnormal lumps under the skin), ตุ่มหนอง (Pustules), มีสะเก็ดที่หัว และคอ (Crusts on neck and head)

จะเห็นได้ว่ามีหลายอาการที่นึกไม่ถึงว่า จะเป็นอาการที่ฟ้องกำลังมีปัญหาที่ผิวหนัง ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอให้ลองสังเกตุที่ตัวสัตว์เลี้ยงของท่านดู ถ้ามีอาการข้างต้น ควรหาเวลาที่สะดวกเพื่อที่จะได้พาสัตว์เลี้ยงของท่านไปพบสัตวแพทย์ ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามจนแก้ไขได้ยาก

Monday, July 26, 2010

โรคหิดสุนัข (Sarcoptic Mange ,Scabies)

โรคหิดสุนัข (Sarcoptic Mange ,Scabies)

โรคหิดสุนัข หรือบางคนว่าโรคขี้เรื้อนแห้ง หรือโรคขี้เรื้อนซาร์คอปติค เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากการติดไรที่เรียกว่า Sarcoptes scabiei หรือไรหิดซึ่งไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า ต้องดูโดยการใช้กล้องจุลทรรศน์เท่านั้น สุนัขที่ติดไรชนิดนี้จะมีอาการเกา และคันอย่างรุนแรงเนื่องจากการเกิดผิวหนังอักเสบซึ่งเป็นผลจากการที่ไรตัวเมียจะขุดโพรงที่หนังกำพร้าชั้นนอกเพื่อวางไข่ และปล่อยสารบางอย่างมาทำปฏิกิริยากับตัวผิวหนัง โดยทั่วไปไรตัวโตเต็มวัยจะมีอายุขัย 3-4 สัปดาห์เมื่ออาสัยบนผิวหนัง และตัวเมียจะวางไข่ในโพรงที่ขุดประมาณ 3-4 ใบต่อโพรง ซึ่งไข่ที่ออกมาจะฟักตัวในอีก 3-10 วัน

อาการเกาและคันอย่างรุนแรง คือลักษระเด่นของสุนัขที่เป็นโรคนี้ โรคนี้จัดได้ว่าเป็นโรคที่เกาคันอย่างรุนแรงที่สุดโรคหนึ่งของสุนัข โดยอาการคันมักพบได้ในบริเวณที่ปลอดขนบนตัวสุนัข ขอบของใบหู ศอก และใต้ท้องคือบริเวณที่ตัวไรชอบอาศัยอยู่ อาการคัน และบริเวณที่ชอบแสดงอาการคันของสุนัขที่เป็นโรคนี้ มักทำให้สัตวแพทย์หลายๆท่านหลงทางโดยจะไปสับสนกับโรคภูมิแพ้ได้

โรคนี้เป็นโรคติดต่อได้โดยการสัมผัสโดยตรงกับสัตว์ตัวอื่นๆที่เป็นโรคนี้ ดังนั้นถ้ามีสัตว์ป่วยด้วยโรคนี้เพียงแค่ตัวเดียว ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ขอแนะนำว่าควรที่ต้องให้การรักษาทุกตัวในบ้านด้วย และของใช้ควรจะต้องทำความสะอาด หรือเปลี่ยนด้วย

การวินิจฉัย ทางคลินิกบ้านรักสัตว์จะใช้วิธีการขูดผิวหนัง ร่วมกับการให้ยาทดสอบ ส่วนการรักษาทางคลินิกบ้านรักสัตว์จะใช้ยาอาบ ยาฉีด ยากิน หรือยาหยดหลังขึ้นกับสุนัขแต่ละตัว และความพร้อม และความสะดวกของตัวเจ้าของสัตว์แต่ละคน ซึ่งทางคลินิกจะพิจารณาเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะกับแต่ละกรณีไป

โรครูขุมขนอักเสบ และถูกทำลายจากเชื้อแบคทีเรีย

โรครูขุมขนอักเสบ และถูกทำลายจากเชื้อแบคทีเรียเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อ Staphylococcus intermedius ซึ่งโดยปกติแล้ว แบคทีเรียชนิดนี้จะไม่ทำให้เกิดโรคของผิวหนัง ยกเว้นในรายที่มีปัญหาโรคผิวหนังโรคอื่นๆมาก่อน แบคทีเรียชนิดนี้จึงก่อให้เกิดโรคได้โดยการซ้ำเติม ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) พบว่าโรคที่สามารถเหนี่ยวนำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียได้แก่ กลุ่มโรคภูมิแพ้ (การแพ้น้ำลายของหมัด การแพ้สารภูมิแพ้ในอากาศ การแพ้สารภูมิแพ้ในอาหาร และการแพ้สัมผัส) ปรสิตของผิวหนัง (ไรขี้เรื้อนรูขุมขน และไรตระกูลหิด) ซีบอเรีย และความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ โรคเหล่านี้มักเป็นตัวการทำให้เกิดการกลับมาของการติดเชื้อแบคทีเรียใหม่ เป็นๆหายๆ หรือไม่ยอมหายขาด

เนื่องจากการติดเชื้อแบคทีเรีย มักมีโรคอื่นนำมาก่อน การตรวจหา และการรักษาโรคโน้มนำไปพร้อมกับการรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)จะใช้ยาปฏิชีวนะ สเปรย์ ยาอาบ และแชมพูชนิดพิเศษในการรักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย

การติดเชื้อแบคทีเรียของผิวหนัง ถ้าติดเชื้อในชั้นลึกๆ ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)จำเป็นต้องใช้การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเป็นระยะนานๆ (อย่างน้อย 10-12 สัปดาห์ หรือ อย่างน้อย 2 สัปดาห์หลังจากอาการภายนอกหายไป) สิ่งที่สำคัญคือต้องให้ยาอย่างเต็มขนาดตลอดระยะเวลาของการรักษาไม่ว่าผิวหนังจะดีขึ้นแค่ใหน การใช้ยาไม่เต็มขนาด หรือหยุดยาก่อนกำหนด มักทำให้เกิดปัญหาต่างตามมาอาทิ การดื้อยาปฏิชีวนะ หรือต้องกลับไปเริ่มกระบวนการตรวจ และรักษาใหม่ตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองเวลา และค่าใช้จ่าย ที่สำคัญอีกประการคือ ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอแนะนำว่าควรทำการรักษาโรคผิวหนังอื่นที่เหนี่ยวนำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ผลการรักษาที่ดีที่สุด และประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายที่สุด

ควรพาสัตว์เลี้ยงของท่านเข้ารับการตรวจซ้ำตามที่ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ได้นัดหมายไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อที่ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)จะได้ปรับแผนการรักษาที่จำเป็นบางอย่างได้ สิ่งสำคัญที่ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ต้องขอย้ำอีกครั้งคือการตรวจหา และการทำการรักษาโรคที่เหนี่ยวนำการติดเชื้อแบคทีเรียคือ กุญแจสำคัญในการป้องไม่ให้การติดเชื้อแบคทีเรียกลับมาเป็นใหม่

โรคผิวหนังอักเสบจากสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ (CANINE ATOPIC DERMATITIS)

โรคผิวหนังอักเสบจากสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ หรือบางคนเรียกว่าโรคภูมิแพ้ หรือโรคแพ้อากาศ (Canine atopic dermatitis, allergic dermatitis, canine atopy) เป็นอาการของโรคภูมิแพ้ที่เกี่ยวเนื่องกับลักษณะทางกรรมพันธุ์ โดยจะแสดงปฏิกิริยาภูมิแพ้สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ เช่น ไรฝุ่น หรือเกสร ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) พบว่าสุนัขที่มีปัญหามักจะแสดงอาการครั้งแรกในช่วงอายุระหว่าง 1-3 ปี เนื่องจากโรคนี้เกี่ยวเนื่องกับลักษณะทางกรรมพันธุ์ ดังนั้นจึงพบโรคนี้ได้มากในสุนัขพันธุ์ โกลเด้นรีทีฟเวอร์ โอลอิงลิชชีพดอก ไอริชเซทเทอร์ ลาซาแอปโซ ดัลเมเชี่ยน บุลดอก และ พวกสายพันธุ์เทอร์เรียร์ มากเป็นพิเศษ แต่ทว่าเราพบโรคนี้ได้บ่อยในสุนัขพันธุ์ผสมเช่นกัน สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ เราพบอุบัติการณ์ของโรคนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆทั้งในคน และสัตว์

สัตว์ที่มีปัญหาของโรคนี้จะแสดงอาการถู เลีย แทะ หรือเกา บริเวณเท้า หน้า หู รักแร้หรือโคนขาหนีบ ซึ่งทำให้ขนร่วง ผิวหนังแดง และหนาตัวขึ้นตามมา ที่คลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) พบว่าในบางราย สัตว์ที่มีปัญหาคันมักเกิดจากหลายๆสาเหตุรวมกัน โดยที่ถ้าสัตว์ป่วยตัวนั้นมีปัญหาโรคภูมิแพ้เพียงอย่างเดียว อาจยังไม่รุนแรงพอที่จะทำให้เกิดอาการคัน โรคที่มักเกิดร่วมกับโรคภูมิแพ้ แล้วเสริมฤทธิ์กันเพื่อให้อาการคันมากขึ้นที่ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) พบอยู่บ่อยๆได้แก่ การแพ้สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ การแพ้สารก่อภูมิแพ้ในอาหาร การแพ้น้ำลายหมัด ปรสิตของผิวหนัง การติดเชื้อแบคทีเรีย หรือยีสต์ ซึ่งการกำจัดบางปัญหาที่มีอยู่ในสัตว์ป่วยตัวนี้ออกไป อาจทำให้สัตว์ป่วยตัวนี้หยุดคันได้ ดังนั้นในการจัดการกับโรคภูมิแพ้จึงจำเป็นต้อง จัดการกับปัญหาอื่นๆที่เกิดร่วมกันออกไปด้วย จึงจะได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยโรคผิวหนังอักเสบจากสารก่อภูมิแพ้ในอากาศค่อนข้างยุ่งยาก และใช้เวลา โดยอาศัยข้อมูลประวัติของโรคผิวหนัง อาการที่แสดงออก ร่วมกับการประเมินอาการคันที่เหลืออยู่ หลังจากการจำกัดการได้รับน้ำลายหมัด และการจำกัดการแพ้สารก่อภูมิแพ้ในอาหารโดยสัตวแพทย์ด้านโรคผิวหนัง ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือกันทุกฝ่ายทั้งจากตัวสัตว์ป่วย เจ้าของสัตว์และทุกคนในบ้าน รวมทั้งสัตวแพทย์ที่เกี่ยวข้องทุกคน ซึ่งหลังจากสรุปได้ว่าเป็นโรคผิวหนังอักเสบจากสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) จะขอแนะนำให้ทำการทดสอบการเกิดปฏิกิริยากับสารภูมิแพ้ในอากาศ (Aeroallergen Testing) เพื่อหาสารภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุ ซึ่งการทดสอบนี้ ที่คลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) จะใช้วิธีการฉีดสารทดสอบเข้าในผิวหนัง (Intradermal Skin Test) ซึ่งผลที่ได้จากการทดสอบนี้ จะนำไปใช้ในการผลิตวัคซีนเพื่อการลดอาการภูมิแพ้ (Immunotherapy) ต่อไป

การรักษา

การรักษาโรคผิวหนังอักเสบจากสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ เป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถของสัตวแพทย์ด้านโรคผิวหนังค่อนข้างมาก เพราะสัตว์ป่วยแต่ละตัวจะตอบต่อการรักษา และทนต่อผลข้างเคียงของการรักษาไม่เหมือนกัน สัตวแพทย์ผู้ทำการรักษาจำเป็นต้องปรับการรักษาให้เหมาะสมกับสัตว์ป่วยแต่ละตัวเป็นรายๆไป

ซึ่งข้อสำคัญที่ควรรู้อีกข้อสำหรับโรคภูมิแพ้ก็คือ เทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีรักษาโรคภูมิแพ้ให้หายขาดได้ ไม่ว่าในคนหรือสัตว์ก็ตาม และโรคนี้เป็นตลอดชีวิต การรักษาในปัจจุบัน เราจะมุ่งเน้นไปที่การจำกัดอาการของโรค และทำให้คุณภาพชีวิตของเจ้าของสัตว์ และตัวสัตว์ป่วยเองให้มี คุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ ซึ่งทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) จะมีการสร้างโปรแกรมการบำบัดรักษาให้เหมาะสมกับค่าใช้จ่าย และวิถีการดำเนินชีวิตในแต่ละราย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการควบคุมโรคนี้ ซึ่งรายละเอียดของการรักษาโรคผิวหนังอักเสบจากสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ กรุณาติดตามอ่านได้ในเรื่อง “การรักษาโรคผิวหนังอักเสบจากสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ”

โรคกลากของสุนัข และแมว (Dermatophytosis)

กลาก (Ringworm) เป็นคำที่ใช้ในการเรียกการติดเชื้อราในตระกูล Dermatophyte ของผิวหนังและขน ซึ่งสามารถพบได้ทั้งในสัตว์และคน เชื้อราบางชนิดจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้บนร่างกายของคน หรือสัตว์เท่านั้น แต่หลายๆชนิดที่เหลือจะชอบอยู่บนดินเป็นหลักมากกว่า คนและสัตว์สามารถติดเชื้อราได้โดยการสัมผัสกับคนหรือสัตว์ที่ติดเชื้อนี้อยู่ก่อนแล้ว หรือแม้แต่วัตถุต่างๆ เช่นดินที่ปนเปื้อนเชื้อรา ถ้าคนหรือสัตว์ไปสัมผัสเข้า ก็สามารถติดได้เช่นกัน โดยทั่วไป ลูกสัตว์ เด็ก และพวกที่มีปัญหาภูมิคุ้มกันจะไวต่อการติดเชื้อกว่าปกติ ยกเว้นแมวมักจะไวต่อการติดเชื้อรามากกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆเป็นพิเศษ

ลักษณะรอยโรคของกลากในสุนัขและแมว ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) พบว่าไม่จำเป็นต้องเป็นวงกลมเหมือนอย่างที่กล่าวไว้ในตำราทางสัตวแพทย์เสมอไป เพราะว่า สุนัข แมว รวมทั้งเชื้อราไม่ได้อ่านตำราด้วย ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังของสัตว์เลี้ยง) พบบ่อยๆว่าสัตว์ที่เป็นโรคนี้หลายๆตัวแสดงอาการเพียงแค่มีรังแค และขนร่วงเท่านั้น ในขณะที่อีกหลายๆตัวไม่แสดงอาการขนร่วง แต่แสดงอาการแบบมีก้อนเล็กๆในชั้นผิวหนังโดยมีสะเก็ดปกคลุมอยู่ข้างบน ในขณะที่อีกหลายๆตัวเช่นกันโดยเฉพาะในแมว จะไม่แสดงความผิดปกติใดๆออกมาให้เห็นเลย เราเรียกพวกกลุ่มสุดท้ายนี้ว่า พวกพาหะ (Carrier) ซึ่งพวกนี้สามารถแพร่เชื้อไปสู่คน และสัตว์ตัวอื่นๆได้โดยที่ตัวมันเองไม่ได้แสดงอาการใดๆให้เห็นเลย

สิ่งสำคัญที่ควรรู้สำหรับโรคนี้คือ กลากของสุนัขและแมวสามารถติดไปสู่คนได้ และสามารถติดจากคนมายังสัตว์ได้เช่นกัน ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอแนะนำว่าเจ้าของสัตว์ที่มีรอยโรควงกลมสีแดง คัน และมีสัตว์เลี้ยงที่บ้านเป็นกลาก ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาด้วยเช่นกัน

การวินิจัยโรคนี้ ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) จะกระทำโดยการใช้ Wood’s Lamp ส่องตรวจร่วมกับการใช้การตรวจหาเชื้อราด้วยกล้องจุลทรรศน์ แล้วยืนยันผลการตรวจโดยการเพาะหาเชื้อราบนผิวหนังและขน เพื่อความแน่ใจต่อไป

การรักษา ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) พบว่าในกรณีที่เป็นบริเวณเล็กๆ การไถขนรอบบริเวณที่เป็นร่วมการใช้ยาเฉพาะที่อาจจะเพียงพอในบางราย แต่ในหลายๆราย รวมถึงในรายที่เป็นเป็นบริเวณกว้าง หรือเป็นทั่วทั้งตัว ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) พบว่าในกรณีนี้ การไถขนรอบบริเวณที่เป็นร่วมการใช้ยาเฉพาะที่มักไม่เพียงพอ ซึ่งในกรณีนี้ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) จะใช้ยากินร่วมการใช้ยาอาบและแชมพูยา และทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอแนะนำให้ไถขนทิ้งทั้งตัว เพราะเชื้อราชอบที่จะซ่อนอยู่ในขน และยาที่ใช้กำจัดเชื้อราที่ซ่อนอยู่ในขนอย่างมีประสิทธิภาพยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทยในปัจจุบัน เนื่องจากการรักษาโรคที่เกิดจากเชื้อรามักใช้ระยะเวลาที่นาน และตัวยากำจัดเชื้อราก็ค่อนข้างมีผลข้างเคียงสูง ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอแนะนำให้ทำการตรวจเพื่อประเมินสภาพสัตว์เป็นระยะๆ ทั้งก่อนและขณะทำการรักษา อีกประการที่สำคัญคือตัวเชื้อราค่อนข้างดื้อยาง่าย ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) จะมีการตรวจสภาวะการติดเชื้อเป็นระยะๆเพื่อหาจังหวะที่เหมาะสมในการหยุดยา ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอแนะนำว่าไม่ควรหยุดการรักษาเองเมื่อดูเหมือนว่าหายดีแล้ว เพราะอาจทำให้เชื้อราที่หลงเหลืออยู่ดื้อยาได้ จึงถ้ามีการกลับมาเป็นซ้ำจะทำให้กระบวนการรักษายุ่งยากขึ้น ที่สำคัญอีกอย่างคือ ขนที่ถูกไถออกมา ควรนำไปเผาทิ้งเพื่อไม่ให้เชื้อรากระจายออกไป

ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอแนะนำให้แยกสัตว์ที่ติดเชื้อราออก เพื่อไม่ให้มีการสัมผัสกับสัตว์ตัวอื่นๆ และควรแยกสัตว์ป่วยไม่ให้มีการสัมผัสกับเด็ก และคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอแนะนำว่า ผู้ที่ต้องสัมผัสกับสัตว์ป่วยควรที่จะสวมถุงมือเพื่อป้องกันการติดเชื้อด้วย ควรทำความสะอาด และฆ่าเชื้อในห้อง สิ่งของที่อยู่ในห้องที่สัตว์ป่วยอยู่ และบนสิ่งของที่สัมผัสกับสัตว์ป่วยทั้งหมด การดูดฝุ่นโดยใช้เครื่องดูดฝุ่นแบบเปลี่ยนถุงเก็บฝุ่นได้ร่วมกับการฆ่าเชื้อโดยใช้น้ำยาซักผ้าขาวเช่น คลอรอกซ์ หรือไฮเตอร์ละลายน้ำ 1:30 ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) เห็นว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ในประเทศไทย ในการกำจัดเชื้อราที่อยู่ในสภาพแวดล้อม เช่นเดียวกับขน ถุงเก็บฝุ่นที่ใช้แล้วควรนำไปเผาทิ้งเพื่อไม่ให้เชื้อรากระจายออกไป สัตว์ตัวอื่นที่อยู่ในบ้านควรที่จะได้รับการตรวจหาการติดเชื้อราเป็นระยะๆด้วย