แนะนำคลินิก

ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง เป็นส่วนหนึ่งของคลินิกบ้านรักสัตว์ ตั้งขึ้นมาเพื่อให้บริการบำบัดรักษาโรคผิวหนังสัตว์ ตั้งแต่ระดับเบื้องต้น จนถึงระดับการตรวจรักษาที่มีความยุ่งยากซับซ้อน รวมทั้ง ยังให้บริการรับส่งต่อเพื่อการตรวจรักษาต่อเนื่องในรายที่มีปัญหาโรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังที่มีความยุ่งยากซับซ้อนจากคลินิก หรือโรงพยาบาลสัตว์อื่นอีกด้วย

ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง ดำเนินการตรวจ และรักษาโดย “น.สพ. รังสรรค์ สกุลพลอย สพ.บ. Cert Vet Dermatology”

การ บริการของทางศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง จะให้บริการด้านโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง แบบครบวงจร ตั้งแต่โรคผิวหนังเบื้องต้น เช่นโรคผิวหนังที่เกิดจากการติดเชื้อ หรือปรสิต จนถึงโรคที่ต้องการ การตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่มีความยุ่งยากซับซ้อน เช่น โรคภูมิแพ้ โรคมะเร็งหรือเนื้องอกของผิวหนัง โรคผิวหนังที่เกิดจากความบกพร่องของฮอร์โมนหรือระบบภูมิค้มกัน รวมถึงโรคติดเชื้อของผิวหนัง หูอักเสบ โรคของเท้าที่เป็นๆหายๆ หรือไม่ยอมหายขาด

ขั้นตอนการรักษาโรคผิวหนังของทางศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง จะกระทำในแนวทางเดียวกับที่กระทำกันในประเทศออสเตรเลีย โดยจะเน้นไปที่การเจาะลึกไปถึงสาเหตุของโรคทั้ง สาเหตุหลัก และสาเหตุที่ซ่อนอยู่ควบคู่ไปกับการรักษา เพื่อให้เกิดประสิทธิการรักษาที่สูงที่สุด มีผลข้างเคียงจากการรักษาน้อยที่สุด รวมทั้งประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด




การบริการของเรา

การบริการของทางศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยงประกอบด้วย

· การตรวจทางเซลล์วิทยา (Cytology)
· การตรวจเชื้อรา โดยวิธี KOH preparation, Wood’s lamp examination, และ Fungal Culture
· การทดสอบการแพ้น้ำลายหมัด (Flea bite hypersensitivity testing)
· การทดสอบการเกิดโรคผิวหนังเนื่อง จากอาหาร (Adverse food reaction testing)
· การทดสอบการเกิดปฏิกิริยากับสาร ภูมิแพ้ในอากาศ (Aeroallergen Testing)
· การตัดชิ้นเนื้อของผิวหนังที่มี ปัญหา เพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา (Skin Biopsy for Dermatohistopathology)
· การทดสอบระดับฮอร์โมน เพื่อการวินิจฉัยโรคผิวหนังที่เกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมน (Hormonal Assay for Skin disease due to Endocrinopathy)
· การรักษาโรคภูมิแพ้ โดยการ Immunotherapy
· การตรวจโรคหู โดยการทำ Otoscopic examination
· การรักษาโรคหูอักเสบ โดยการทำ Ear Flushing technique



ที่ตั้งคลินิก

66/36 หมู่บ้านนิศาชล ซ. บางแวก79 ถ. บางแวก (จรัลฯ13)
แขวงคลองขวาง เขตภาษีเจริญ กทม 10160

โทร. 064-253-5695

มือถือ 064-253-5695 (เปิดเครื่องรับสาย 8.00 น. - 20.00น.)

E-mail: allergyvet@yahoo.com

LINE : allergyskinvet

Facebook: facebook.com/allergyskinvet และ http://www.facebook.com/allergydermvet

พิกัด GPS : 13.741167,100.422598 (บนแผนที่ของ Google)

แผนที่ของคลิินิก: ให้ ก็อปปี้ "13.741167,100.422598" แล้วไป paste ลงที่ช่อง ค้นหา maps ของ http://maps.google.co.th/maps?hl=th&tab=wl คุณพบแผนที่ของคลินิก

จากนั้นคุณสามารถค้นหาเส้นทางมาที่คลินิกได้จาก link ที่อยู่ด้านซ้ายของแผนที่

สำหรับท่านที่ใช้ GPS ของ Garmin ให้ใช้พิกัด N:13 ํ 44.469' E:100 ํ 25.361'

การตรวจรักษาจะรับเฉพาะในรายที่โทรนัดเท่านั้นครับ ถ้าสนใจโทรนัดได้ที่ 064-253-5695 ครับ

ติดต่อกับผมได้ที่โทร 064-253-5695

LINE : allergyskinvet และที่

Facebook: http://www.facebook.com/allergyskinvet

และ http://www.facebook.com/allergydermvet ครับ

เวลาทำการ

อาทิตย์ 13.00-20.30น.

จันทร์-ศุกร์ 11.00-14.00น. และ 17.00-20.30 น. (ช่วงโรงเรียนเปิดเทอม หมอต้องออกไปรับลูก)


เสาร์ เฉพาะนัดล่วงหน้าเท่านั้น (ถ้าไม่มีใครนัด หมอขอปิดทำการ เพื่อพาลูกไปเที่ยว)


เนื่องจาก ปัจจุบันเจ้าของสัตว์หลายๆรายจะอยู่ไกลจากคลินิกมาก ประกอบกับช่วงนี้ตัวหมอเองมีความจำเป็นบางอย่าง ที่อาจจำเป็นต้องปิดทำการเพื่อออกไปทำธุระ

จึงใคร่ขอรบกวนให้ช่วยโทรนัดล่วงหน้า เพื่อจะได้ไม่มาแล้วเสียเที่ยว

ทางคลินิกต้องขออภัยมา ณ. ที่นี้




ติดต่อกับผมได้ที่โทร 064-253-5695

LINE : allergyskinvet และที่

Facebook: http://www.facebook.com/allergyskinvet

และ http://www.facebook.com/allergydermvet ครับ

ราคาค่าบริการสำหรับการรักษาโรคผิวหนังของทางศูนย์โรคภูมิแพ้และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง

ราคาค่าบริการสำหรับโรคผิวหนังทั่วไป และโรคภูมิแพ้
+ค่าตรวจ + ค่าตรวจโรคผิวหนัง 200 บาท
+ค่าตรวจเพิ่มเติมที่อาจจำเป็น จะแจ้งราคาให้ทราบเมื่อจำเป็นต้องทำการตรวจ
+ค่ายารักษา ขึ้นกับชนิดของตัวยา ปริมาณยาที่ใช้ และตัวสัตว์ป่วยแต่ละตัว


ค่าใช้จ่ายสำหรับโรคขี้เรื้อนรูขุมขน (สุนัขน้ำหนักตัวไม่เกิน 16 กิโลกรัม)

+ค่าตรวจทั่วไป + ค่าตรวจโรคผิวหนัง 200 บาท
+ค่ายาที่ใช้รักษา 1,200 บาทต่อ 1 เดือน
+ค่ายาอื่นๆที่อาจต้องใช้ ขึ้นกับชนิดของตัวยา ปริมาณยาที่ใช้ และตัวสัตว์ป่วยแต่ละตัว

สำหรับท่านที่ไม่ชอบพกเงินสด 😀😀 ตอนนี้ทางคลินิกได้เพิ่มช่องทางการชำระเงินโดยใช้ การโอนเงินผ่าน Promtpay, การใช้ QR Code (ไม่ค่าโอนถ้าใช้บัญชี Promptpay) และรับชำระเงินด้วยบัตรเครดิต(คิดค่าธรรมเนียมการใช้บัตร 3%) ได้แล้วครับ 😁😁

เส้นทางมาที่คลินิก



คลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 66/36 หมู่บ้านนิศาชล ซ. บางแวก79 ถ. บางแวก (จรัลฯ13)
แขวงคลองขวาง เขตภาษีเจริญ กทม 10160

การเดินทางมาที่คลินิกบ้านรักสัตว์(ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) จะสามารถมาได้หลายทาง โดยถ้ามาจาก ถ.กาญจนาภิเษก ให้เลี้ยวเข้า ถ.จรัลฯ 13(บางแวก) มุ่งหน้าไปทาง ถ.จรัลสนิทวงศ์ วิ่งตามทางมาเรื่อยๆ จะเห็นซุ้มประตูวัดมะพร้าวเตี้ยอยู่ด้านซ้าย ให้วิ่งตามทางมาเรื่อยๆจะเห็นหมู่บ้านศุภาลัยอยู่ด้านขวา จะเห็นตึกแถวของหมู่บ้านนิศาชลอยู่ติดกับหมู่บ้านศุภาลัย ให้เลี้ยวขวาเข้าซอยบางแวก79 (ซอยหมู่บ้านนิศาชล) จะเห็นเซเว่นฯ อยู่ปากปากซอย (ทางเข้าหมู่บ้าน) แล้วเตรียมชิดซ้ายหาที่จอดรถ จะเห็นป้าย “คลินิกบ้านรักสัตว์” อยู่ด้านซ้าย สามารถจอดรถได้ที่หน้าคลินิก



ถ้ามาจาก ถ.ราชพฤกษ์ ถ.พุทธมณฑลสาย1 ถ.จรัลสนิทวงศ์ หรือ ถ.เพชรเกษม48 ให้เลี้ยวเข้า ถ.จรัลฯ 13 (บางแวก) มุ่งหน้าไปทาง ถ.กาญจนาภิเษก วิ่งตามทางมาเรื่อยๆจนข้ามสะพานข้ามคลองราชมนตรี ให้เลี้ยวซ้ายเข้าซอยบางแวก79 (ซอยหมู่บ้านนิศาชล) จะเห็นเซเว่นฯ อยู่ปากปากซอย (ทางเข้าหมู่บ้าน) แล้วเตรียมชิดซ้ายหาที่จอดรถ จะเห็นป้าย “คลินิกบ้านรักสัตว์” อยู่ด้านซ้าย สามารถจอดรถได้ที่หน้าคลินิก


พิกัด GPS : 13.741167,100.422598 (บนแผนที่ของ Google)

แผนที่ของคลินิก: ให้ ก็อปปี้ 13.741167,100.422598 แล้วไป paste ลงที่ช่อง ค้นหา maps ของ http://maps.google.co.th/maps?hl=th&tab=wl คุณพบแผนที่ของคลินิก

จากนั้นคุณสามารถค้นหาเส้นทางมาที่คลินิกได้จาก link ที่อยู่ด้านซ้ายของแผนที่

สำหรับท่านที่ใช้ GPS ของ Garmin ให้ใช้พิกัด N:13 ํ 44.469' E:100 ํ 25.361'



การตรวจรักษาจะรับเฉพาะในรายที่โทรนัดเท่านั้นครับ ถ้าสนใจโทรนัดได้ที่ 064-253-5695 ครับ

การเตรียมตัวพาสัตว์เลี้ยงเพื่อรับการตรวจโรคผิวหนังกับทางคลินิกบ้านรักสัตว์

เพื่อที่จะเป็นการประหยัดเวลา และลดการใช้จ่ายบางอย่างที่ไม่จำเป็นต้องมีแก่เจ้าของสัตว์ป่วย

* คนที่พาสุนัขมารับการตรวจ และรักษา ควรเป็นเจ้าของสัตว์ป่วย หรือผู้ที่สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการการยอมรับการรักษาและค่าใช้จ่ายต่างๆ เนื่องจากโรคผิวหนังมัก ใช้ระยะเวลาในการรักษาที่นาน มักต้องการการตรวจหลายครั้ง และต้องการการสื่อสารที่ดี เพื่อการอธิบายถึงปัญหาต่างๆของตัวโรค และแผนการรักษาที่ชัดเจน และไม่คลุมเคลือ

* กรุณาอย่าให้คนอื่น หรือคนรับใช้ที่ไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษ เป็นคนพามาตรวจ และรับการรักษาแทน เพื่อป้องกันความผิดพลาดเนื่องจาก การสื่อสาร

* งดอาบน้ำสัตว์เลี้ยงของคุณก่อนมารับการตรวจ และรักษาอย่างน้อย 5 วันก่อนการนัดหมาย

* งดทำความสะอาดหูสัตว์เลี้ยงของคุณก่อนมารับการตรวจ และรักษาอย่างน้อย 5 วันก่อนการนัดหมาย

*กรุณาอย่าใช้ยาทาที่เป็นสีต่างๆ ซึ่งล้างออกยาก เช่น ยาม่วง ยาเหลือง ยาแดง เนื่องยากลุ่มนี้จะบังแผล แผลรอยโรคต่างๆ และรบกวนการย้อมสีตัวอย่าง

* ถ้ามียาที่ต้องให้กิน หรือฉีดที่ต้องใช้อยู่ ณ เวลาที่ต้องการพามาตรวจ (ซึ่งได้รับมาจากคลินิก หรือโรงพยาบาลสัตว์อื่น) กรุณาอย่างดยา และแจ้งให้ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ทราบทุกครั้ง

*สำหรับในกรณีที่พาแมวมา กรุณาใส่กรง หรือตระกร้าที่ปิดล๊อคได้มา เพื่อความปลอดภัยของแมว และตัวเจ้าของแมวเอง

* ควรโทรนัดล่วงหน้า


*ควรให้เวลากับทางคลินิก 1-2 ชั่วโมงเพื่อ การตรวจ รักษา และให้คำแนะนำได้เต็มที่

* เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ท่านเจ้าของสัตว์ป่วย กรุณากรอกแบบสอบถามโดยการคลิกที่ Label ทางด้านขวา หรือดาวน์โหลดได้จาก

https://docs.google.com/document/d/1u2LAH4cKOLi6Pvrdp5Bzyaq49q4OWS9-smhix7oKoNc/edit

โดยให้ Save เป็นไฟล์ของ Word แล้วกรอกแบบสอบถาม จากนั้นสามารถส่งได้โดยการปริ๊นท์ออกมาแล้วนำมาพร้อมกับสัตว์เลี้ยง หรือส่งมาทาง email หรืออัปโหลดขึ้น google docs แล้วแจ้งลิงค์มาทาง

http://www.facebook.com/Allergyskinvet หรือ http://www.facebook.com/allergydermvet ก็ได้

การตรวจรักษาจะรับเฉพาะในรายที่โทรนัดเท่านั้นครับ ถ้าสนใจโทรนัดได้ที่ 064-253-5695 ครับ
Showing posts with label โรคผิวหนัง. Show all posts
Showing posts with label โรคผิวหนัง. Show all posts

Sunday, October 1, 2017

การตรวจเลือดในสุนัขที่มีปัญหาโรคผิวหนัง

การตรวจเลือดในสุนัขที่มีปัญหาโรคผิวหนัง

คำเตือน: บทความนี้ คลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังของสัตว์เลี้ยง) ทำขึ้นเพื่อให้เป็นความรู้เบื้องต้น และให้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเกี่ยวการเจาะเลือดตรวจ และวัตถุประสงค์ของการตรวจเลือดเท่านั้น บทความนี้จะไม่กล่าวถึงวิธีการแปลผลเลือด (ซึ่งต้องให้สัตวแพทย์เป็นผู้ประเมินเท่านั้น) และไม่กล่าวถึงการตรวจเลือดแบบพิเศษที่ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะ นอกจากนี้การตรวจเลือดเป็นเพียงแค่ตัวช่วยสัตวแพทย์ในการประเมินปัญหา วินิจฉัยและติดตามการรักษาเท่านั้น ไม่ได้เป็นเครื่องมือวิเศษที่จะสรุปได้ทุกอย่าง

การตรวจเลือดในสุนัขที่มีปัญหาโรคผิวหนัง

โดยทั่วไป การตรวจเลือดเพื่อการวินิจฉัยจะไม่ค่อยได้ทำในสุนัขที่มีปัญหาโรคผิวหนัง ยกเว้นการเจาะเลือดเพื่อทำ allergy test, การเจาะเลือดตรวจเพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคที่เกิดจากภายในร่างกายแล้วมาแสดงออกที่ผิวหนังเช่น โรคการทำงานของต่อมไทรอยด์บกพร่อง(Hypothyroidism), กลุ่มอาการการทำงานมากว่าปกติของต่อมหมวกไต(Cushing’s syndrome), Hepatocutaneous syndrome, หรือ Superficial necrolyltic dermatitis ซึ่งเกิดจากโรคตับ 

สำหรับการตรวจเลือดที่ทำในสุนัขที่มีปัญหาโรคผิวหนังส่วนใหญ่มักทำในกรณีติดตามหรือประเมินผลข้างเคียงของยาที่ต้องให้เป็นระยะเวลานาน และ/หรือมีผลข้างเคียงสูงเช่นยา ciclosporin, olacitinib, สเตียรอด์เช่น Prednisolone, Dexamethasone, Tiamcinolone เป็นต้น ซึ่งสัตวแพทย์จะพิจารณาเป็นรายๆไป

โดยทั่วไปเราเจาะเลือดเพื่อประเมินสิ่งต่างต่อไปนี้

1 การตรวจ CBC หรือ Complete Blood Count การตรวจนี้จะทำเพื่อประเมินสภาวะ การสูญเสียน้ำของร่างกาย ภาวะโลหิตจาง การติดเชื้อ ความสามารถในการจับตัวของเลือด และประเมินสภาพของระบบภูมิคุ้มกัน เวลานั้น การตรวจCBC เป็นการตรวจที่สำคัญในสัตว์ที่มีอาการไข้สูง อาเจียน ท้องเสีย อ่อนแรง ซีด เบื่ออาหาร ในใบรายงานผลตรวจจะแจ้งค่าต่างที่สำคัญดังนี้
+HCT หรือ Hematocrit หรือที่หมอและบุคคลากรทางการแพทย์เรียกย่อๆว่าคริต ค่านี้จะบอกเป็นเปอร์เซนต์ของเม็ดเลือดแดง ซึ่งจะช่วยสัตวแพทย์ประเมินสภาวะโลหิตจาง และการขาดน้ำ
+Hb(Hemoglobin) และ MCHC(Mean Corpuscular Hemoglobin concentration) จะเป็นตัวช่วยในการประเมินความสามารถในการพาออกซิเจนของเม็ดเลือดแดงไปเลี้ยงร่างกาย
+WBC(White Blood Cell Count) จะใช้ในการประเมินเซล์ของระบบภูมิคุ้มกัน(เม็ดเลือดขาว) ค่าเลือดนี้จะเปลี่ยนแปลงในรายที่มีการติดเชื้อ หรือโรคบางชนิด
+Neut(Neutrophil) เป็นตัวเม็ดเลือดขาวที่ใช้ประเมินการติดเชื้อ
+Lymph(Lymphocyte) เป็นตัวเม็ดเลือดขาวที่ใช้ประเมินความสามารถในการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน
+Eos(Eosinophil) เป็นเม็ดเลือดขาวที่มักมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นในรายที่มีปัญหาภูมิแพ้ หรือมีปรสิตในร่างกาย
+Plt(Platelets) หรือเกล็ดเลือด จะช่วยบอกถึงความสามารถในการห้ามเลือดของตัวสัตว์นั้นๆ
+Retic(Reticulocyte) หรือเม็ดเลือดแดงที่ยังไม่พัฒนาตัวเต็มที่ จะช่วยให้เราทราบชนิดของโลหิตจางในสัตว์ป่วยนั้นๆ

2การตรวจวัดค่าเคมีในเลือด (Blood/Serum Chemistry) จะช่วยในการประเมินการทำงานของอวัยวะภายในร่างกาย ภาวะของอีเลคโตรไลท์ต่างๆ ระดับของฮอร์โมน ค่าต่างๆเหล่านี้จะใช้ช่วยในการประเมินสุขภาพก่อนการได้รับการวางยา-ผ่าตัด การได้รับสารพิษ สุขภาพโดยรวม และติดตามผลของการได้รับยาเป็นเวลานานๆ

+ การประเมินปริมาณของน้ำในร่างกาย การติดเชื้อ สภาพโดยรวม เรามักจะดูจาก:
++ALB (Albumin) หรือโปรตีนไข่ขาว เป็นโปรตีนในซีรั่มที่สามารถใช้ในการประเมินปริมาณน้ำในร่างกายได้ รวมถึงสามารถใช้ในการประเมินสุขภาพของลำไส้ ตับและไตได้
++TP (Total Protein) จะบ่งบอกถึงปริมาณน้ำในร่างกาย และข้อมูลสุขภาพของตับ ไต รวมถึงสภาวะการติดเชื้อได้
++GLOB (Globulin) เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งในเลือดที่มักมีค่าสูงขึ้นในรายที่ติเชื้อเรื้องรัง

+การประเมินสุขภาพของตับ โดยตัวที่เราใช้ดูเป็นตัวหลักได้แก่:
++ALK หรือ AP หรือ ALP (Alkaline Phosphatase) เป็นค่าตับที่บ่งบอกว่ามีปัญหา Cushing’s disease (โรคที่เกิดจากการสร้างสเตียรอยด์ในร่างกายที่มากเกินไป) การได้รับยาในกลุ่มสเตียรอยด์ (ถ้าสัตวแพทย์ที่มีประสบการณ์ และความชำนาญมากพอ) หรือในลูกสัตว์หรือเด็กที่มีการเจริญเติบโตของกระดูก
++ALT (Alanine Transaminase) เป็นค่าเลือดที่บอกถึงความเสียหายของเนื้อตับ และเป็นตัวช่วยในการประเมินการทำงานของตับ
++AST (Aspartate Transaminase) เป็นค่าเลือดที่บอกว่าน่าจะเกิดความเสียหายต่อเนื้อตับ กล้ามเนื้อหัวใจ หรือกล้ามเนื้อ
++GGT (Gamma Glutamyl Transaminase) จะขึ้นสูงในรายที่มีโรคตับ หรือมีสเตียรอยด์ในเลือดมากเกินไป
++TBIL (Total Bilirubin) จะขึ้นสูงในรายที่มีปัญหาเรื่องระบบน้ำดีที่ตับหรือท่อน้ำดี อาจใช้ช่วยประเมินปัญหาของเม็ดเลือดได้ เช่นในรายที่มีปัญหาโลหิตจาง 
++CHOL (Cholesterol) ใช้ช่วยในการวินิจฉัยโรคของต่อมไทรอยด์ ตับ ต่อมหมวกไต ตับอ่อนและโรคเบาหวาน (ถ้าสัตวแพทย์ที่มีประสบการณ์ และความชำนาญมากพอ)

+การประเมินสภาพของไต เราจะใช้ค่าเหล่านี้เป็นหลัก:
++BUN (Blood Urea Nitrogen) เป็นตัวฟ้องถึงการทำงานของไต ถ้าสัตวแพทย์ที่มีประสบการณ์ และความชำนาญมากพอ จะสามารถใช้ค่านี้ช่วยประเมินสภาวะการขาดน้ำ การทำงานของตับ โรคหัวใจ ภาวะช๊อคได้
++CREAT (Creatinine) จะบอกถึงการทำงานของไต

+การประเมินระดับน้ำตาลในเลือด เรามักตรวจจาก:
++GLU (Glucose / Blood Sugar) ถ้าขึ้นสูงมักบ่งชี้ถึงโรคเบาหวาน ถ้าต่ำอาจทำให้วูบ ถ้าพบความผิดปกติของค่านี้ (สัตวแพทย์ด้านต่อมไร้ท่อมักจะแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาที่มาของความผิดปกติ)

+การประเมินระดับเกลือแร่ในเลือด เรามักจะดู:
++Ca (Calcium) การเปลี่ยนแปลงของค่านี้เกิดได้ความเจ็บป่วยหลายๆโรค
++Cl (Chloride) และ Na (Sodium) มักต่ำในรายที่มีปัญหาโรค Addison’s Disease (โรคที่เกิดจากการสร้างสเตียรอยด์ในร่างกายน้อยเกินไป) หรือสูญเสียไปจากอาการอาเจียน หรือท้องเสีย สำหรับสัตวแพทย์ที่ชำนาญมากๆ จะสามารถใช้ค่าสองตัวนี้ประเมินปริมาณน้ำในร่างกายได้
++K (Potassium) ค่านี้ถ้าลงต่ำในรายที่มีปัญหาอาเจียน ท้องเสีย หรือถ่าบปัสสาวะมากกว่าปกติ ถ้าขึ้นสูงอาจบอกว่ามีปัญหาไตวาย การอุดตันในไต หรือโรค Addison’s Disease เป็นต้น ระดับของ Potassium ในเลือดที่สูงมากๆอาจทำให้หัวใจหยุดเต้น (Cardiac Arrest) ได้
++P (Phosphorus) การสูงขึ้นของค่านี้มักพบในรายที่มีปัญหาโรคไต การมีฮอร์โมนไทรอยด์มากเกิน และ/หรือรายที่มีปัญหาการแข็งตัวของเลือด

+การประเมินปัญหาของตับอ่อน เรามักใช้ค่า:
++LIP (Lipase) ซึ่งถ้าสูงขึ้นจะบ่งชี้ถึงภาวะตับอ่อนอักเสบ
++AMYL (Amylase) ซึ่งจะสูงขึ้นในรายที่มีปัญหาตับอ่อนอักเสบ หรือโรคไต

3 การวัดระดับฮอร์โมน ในการตรวจโรคผิวหนัง เรามักตรวจฮอร์โมนต่อไปนี้เป็นหลัก
+ Cortisol เราจะใช้การตรวจฮอร์โมนเป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบเพื่อการวินิจฉัยโรค Cushing’s Disease หรือ Addison’s Disease บางครั้งสัตวแพทย์ด้านโรคผิวหนัง หรือต่อทไร้ท่ออาจใช้ช่วยประเมินการเปลี่ยนแปลงอาการของสัตว์ป่วยเนื่องจากการได้รับยาตระกูลสเตียรอยด์ที่มากเกินไป
+T4 หรือ Thyroxine จะใช้ในการประเมินผลของให้ยาที่ใช้ในการรักษาสภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์







Sunday, January 29, 2012

บัญญัติ 10 ประการในการลดการเกิดโรคผิวหนัง

รคผิวหนังสามารถเกิดได้กับคน และสัตว์ทุกชนิด อย่างไรก็ตาม 10 ข้อต่อไปนี้ จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคผิวหนังในสัตว์เลี้ยงของคุณได้
1. หมั่นควบคุมเห็บ-หมัดทั้งบนตัวสัตว์เลี้ยงของคุณ รวมทั้งในสิ่งแวดล้อมที่สัตว์เลี้ยงของคุณอาศัยอยู่ โดยใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการวิจัยที่ถูกหลัก และขึ้นทะเบียนยาเรียบร้อยแล้วเท่านั้น (อย่าเห็นแก่ของถูก เพราะอาจทำให้คุณจำเป็นต้องจ่ายเงินเพิ่มจากการเห็นแก่ของถูกแบบจำยอมต้อง จ่ายมากกว่าที่คุณคิดว่าจะประหยัดได้)
2. อาบน้ำแก่สัตว์เลี้ยงของคุณอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้แชมพูที่ผ่านงานวิจัยที่ถูกหลัก และสัตวแพทย์ที่ตรวจสภาพผิวหนังของสัตว์เลี้ยงของคุณแนะนำให้ใช้เท่านั้น (และเช่นกัน อย่าเห็นแก่ของถูก เพราะอาจทำให้คุณจำเป็นต้องจ่ายเงินเพิ่มจากการเห็นแก่ของถูกแบบจำยอมต้อง จ่ายมากกว่าที่คุณคิดว่าจะประหยัดได้)
3. ใช้อาหารที่คุณภาพสูง และเหมาะสมกับสัตว์เลี้ยงของคุณเท่านั้น (ไม่มีผลิตภัณฑ์ หรือยาอะไรก็แล้วแต่ในโลกนี้จะช่วยให้สัตว์เลี้ยงของคุณมีสุขภาพดีได้ ถ้าคุณยืนยันที่จะใช้อาหารที่มีคุณภาพต่ำแก่สัตว์เลี้ยงของคุณ) 
4. อย่าพยายามเปลี่ยนอาหารบ่อยๆ เพราะเมื่อไรที่สัตว์เลี้ยงของคุณมีปัญหาการแพ้อาหาร คุณจะเจองานยากในการที่จะรู้ว่าอาหารตัวใดให้กินได้บ้าง อาหารตัวใดบ้างที่ห้ามให้กินเด็ดขาด  
5. อย่าให้สัตว์เลี้ยงของคุณตากแดดช่วงแดดแรง (10.00 -16.30 น.) หรือควรทาครีมกันแดดก่อนปล่อยออกไปข้างนอก
6. อย่าให้ยาอะไรก็ตามเอง โดยไม่ได้ผ่านการสั่งจ่ายยาจากสัตวแพทย์ เพราะคุณอาจกำลังทำให้ปัญหาง่ายที่ใช้ค่าใช้จ่ายต่ำ เป็นเรื่องใหญ่จ่ายกระอัก จนถึงไม่สามารถแก้ไขได้อย่างสมบูรณ์เลยก็ได้  และที่สำคัญการที่คุณให้ยาเองนั้น คุณกำลังมีส่วนร่วมในการสร้างเชื้อโรคสายพันธุ์ใหม่ซึ่งดื้อยาและอาจติดคน ได้ขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ
7. ทำการบ้านให้ดีก่อนที่จะนำสัตว์มาเลี้ยง เพราะว่าสัตว์แต่ละพันธุ์จะมีความไวต่อโรคผิวหนังแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน  
8. หมั่นสังเกตุความปกติของผิวหนังเช่น กลิ่นตัว ขนหยาบกระด้าง เกาคัน แทะ ถูไถตัว ฯลฯ ถ้ามี ควรพาไปรับการตรวจกับสัตวแพทย์ ก่อนปัญหาเล็กๆจะลุกลามเป็นเรื่องใหญ่ๆ  
9. พาสัตว์เลี้ยงของคุณไปเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำ ปีละ 1-2 ครั้ง 
10. ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ไม่สนับสนุนให้มีการเปลี่ยนหมอที่ดูแลรักษาสัตว์เลี้ยงของคุณอย่างพร่ำ เพรื่อ แต่ถ้าสัตวแพทย์ที่ดูแลรักษาสัตว์เลี้ยงของคุณไม่สามารถทำให้ดีขึ้นใน 1-2 เดือน หรือปัญหาดูแย่ลง หรือมีการใช้สเตียรอยด์แบบกิน หรือฉีดติดต่อกันเป็นเวลานานกว่า 2 สัปดาห์โดยไม่สามารถชี้แจงเหตุผล หรืออธิบายได้ ในกรณีนี้การเปลี่ยนหมอจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ทั้งนี้คุณควรคุยกับหมอที่คุณใช้บริการก่อนที่จะตัดสินใจ

Sunday, July 17, 2011

อาการของการแพ้น้ำลายหมัด

อาการของการแพ้น้ำลายหมัด

สุนัขที่มีปัญหาการแพ้น้ำลายหมัด เกิดได้จากการที่หมัดกัดที่ผิวหนังของสุนัขแล้วฉีดน้ำลายเข้าไปในผิวหนังของสุนัข แล้วเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ตามมา ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) พบว่าสุนัขหลายๆตัวสามารถแสดงอาการของการแพ้น้ำลายหมัดได้ถึงแม้ว่าจะได้การโปรแกรมการควบคุมหมัดแล้วก็ตาม เมื่อสุนัขที่มีปัญหาการแพ้น้ำลายหมัดถูกหมัดกัดที่ผิวหนังของสุนัขแล้วฉีดน้ำลายเข้าไปในผิวหนังของสุนัข ตัวสุนัขจะแสดงอาการการแพ้ออกมา โดยจะแแสดงอาการคันถึงแม้ว่าจะถูกหมัดเพียงตัว หรือสองตัวกัดก็ตาม นอกจากนี้สุนัขหรือแมวส่วนใหญ่มักแสดงอาการคันหลังจากถูกหมัดกัดแล้วอย่างน้อย 3 วัน จึงอาจกล่าวได้ว่า ถึงแม้จะไม่เห็นตัวหมัด ก็อย่าคิดว่าอาการคันในสุนัขของคุณไม่ได้เกิดจากการแพ้น้ำลายหมัด

จากการสังเกตูของทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) พบว่าอาการที่บ่งชี้ว่าสุนัขน่าจะแพ้น้ำลายหมัดได้แก่ มีตุ่มขึ้น ซึ่งตุ่มนี้มักเกิดหลังจากถูกหมัดกัดแล้ว 3 วัน และจะคงอยู่ได้หลายวัน จากนั้นจะมีสะเก็ดปกคลุมถ้าไม่ถูกเกาจนถลอกก่อน เกาคันโดยมักพบแถวสะโพก ผิวหนังแดง และมีรอยถลอก มี Hot spots ขนร่วง ผิวหนังหนาตัวและเปลี่ยนสี แต่ก็มีในหลายๆตัวไม่แสดงอาการเหมือนกับที่กล่าวมาข้างต้น แต่กลับแสดงอาการคล้ายกับอาการของโรคผื่นภูมิแพ้ของผิวหนังแทน

อาการของโรคหิดสุนัข (scabies)

อาการของโรคหิดสุนัข (scabies)

โรคหิดสุนัข (scabies) หรือโรคขี้เรื้อนซาร์คอปติค (Sarcoptic mange) หรือบางคนเรียกว่าขี้เรื้อนแห้ง เป็นโรคผิวหนังที่ติดต่อกันได้ง่าย และสามารถติดคนได้ เกิดการที่ตัวไรหิดฝังตัวเข้าไปในผิวหนัง แล้วทำให้เกิดอาการเกาคันอย่างรุนแรงจนในบางตัวถึงขนาดที่เรียกว่าคันจนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ซึ่งทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) มีความเห็นว่าอาการน่าสงสัยว่าสุนัขเป็นโรคหิดสุนัขได้แก่ อาการเกาคันอย่างรุนแรง มีรอยถลอกหรือเลือดออกตรงบริเวณที่คัน ขนร่วง

โรคนี้สามารถติดคนได้ ถ้าเจ้าของมีเม็ดตุ่มแดงๆ และคันอย่างรุนแรง ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอแนะนำควรพาสุนัขไปรับการตรวจจากสัตวแพทย์ และตัวเจ้าของควรไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

Wednesday, July 6, 2011

อาการของโรคผื่นภูมิแพ้ของผิวหนัง (atopic dermatitis)

อาการของโรคผื่นภูมิแพ้ของผิวหนัง (atopic dermatitis)

โรคผื่นภูมิแพ้ของผิวหนัง (atopic dermatitis)ในสุนัข หรือชื่อเดิมคือโรคแพ้อากาศในสุนัข จะเหมือนกับโรคในคนที่เรียกว่าeczema จัดได้ว่าเป็นหนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยในสุนัข ในประเทศที่เจริญแล้ว หรือในกลุ่มสุนัขที่มีสุขอนามัยที่ดี จะพบได้ร้อยละ10 ส่วนใหญ่เกิดจากการที่สุนัขของคุณไวต่อสารก่อภูมิแพ้ในอากาศเช่น ไรฝุ่น เกสร สปอร์ แต่ในปัจจุบันทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) เริ่มพบว่าสารก่อภูมิแพ้ในอาหารก็สามารถทำให้เกิดโรคผื่นภูมิแพ้ของผิวหนัง (atopic dermatitis)ในสุนัขได้เช่นกัน

อาการของโรคผื่นภูมิแพ้ของผิวหนัง (atopic dermatitis) ที่พบได้บ่อยๆได้แก่ คัน ผิวหนังแดง ขนหลุดร่วง ผื่นหรือตุ่มขึ้น ผิวหนังหนาตัวหรืออาจมีการเปลี่ยนสีของผิวหนัง

จะเห็นได้ว่าอาการของโรคผื่นภูมิแพ้ของผิวหนัง (atopic dermatitis) จะเหมือนกับอาการของการแพ้อาหาร ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะวินิจฉัยโรคนี้โดยการดูอาการและคาดเดา ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) มีความเห็นว่าการวินิจฉัยโรคนี้ที่แม่นยำที่สุดคือการใช้ Favrot's Diagnisis Citeria for Atopic Dermatitis ร่วมกับการใช้โปรแกรม Allergy diagnostic work up เท่านั้น

อาการของโรคขี้เรื้อนรูขุมขน (Demodicosis)

อาการของโรคขี้เรื้อนรูขุมขน (Demodicosis)

โรคขี้เรื้อนรูขุมขน หรือโรคขี้เรื้อนดีโมเดกซ์ หรือหลายๆคนเรียกว่า ขี้เรื้อนเปียก เกิดจากการเพิ่มจำนวนตัวไรดีโมเดกซ์ในรูขุมขนอย่างฉับพลันจนเกิดความผิดปกติขึ้นมา ซึ่งอาการบ่งบอกว่าสงสัยจะเป็นโรคนี้คือ ขนร่วงโดยเฉพาะแถวหน้า รอบตา ขา และหลัง มีเม็ดตุ่มกระจาย

ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ไม่ค่อยพบว่าโรคนี้ทำให้เกิดอาการคัน ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) พบว่าอาการคันที่เกิดจากการติดตัวไรดีโมเดกซ์ชนิดคอร์นีไอในสุนัข หรือการติดตัวไรดีโมเดกซ์ชนิดกาโตไอในแมว หรือมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ในลูกสุนัขที่เป็นแค่บริเวณเล็กๆที่ไม่ใช่ที่เท้า ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)พบว่ามากกว่าครึ่งสามารถหายได้เองโดยไม่ต้องทำการรักษา แต่ในกรณีที่เป็นที่ฝ่าเท้า หรือกระจายทั่วตัว ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอแนะนำว่าต้องรีบทำการรักษาก่อนที่เป็นหนักขึ้นจนไม่มีทางรักษา

สำหรับสุนัขที่เริ่มเป็นโรคนี้หลังจากอายุมากกว่า 1 ปี ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอแนะนำว่าต้องตรวจหาสาเหตุโน้มนำด้วย เพราะว่าถ้าไม่แก้ไขที่ตัวสาเหตุโน้มนำควบคู่กับการรักษาโรคขี้เรื้อนรูขุมขน มักพบว่าการรักษาโรคขี้เรื้อนรูขุมขนไม่ประสบความสำเร็จ และสาเหตุโน้มนำหลายๆตัวก็มักเป็นโรคร้ายแรงถึงตายได้

Sunday, June 26, 2011

อาการของการแพ้อาหาร

อาการของการแพ้อาหาร

ในกรณีที่สุนัขของคุณไวต่อองค์ประกอบตัวใดตัวหนึ่ง หรือมากกว่าหนึ่งชนิดที่มีอยู่ในอาหารที่กินเข้าไป หรือพูดง่ายๆว่าสุนัขตัวนั้นๆแพ้อาหาร โดยทั่วไปแล้วสุนัขจะแสดงอาการต่อไปนี้ คัน ผิวหนังแดง ขนหลุดร่วง ผื่นหรือตุ่มขึ้น อาจมีอาการของทางเดินอาหารร่วมด้วย เช่นอาเจียน ท้องเสีย หรือตดบ่อย บางตัวอาจมีการเปี่ยนแปลงแต่ลักษณะของอุจจาระร่วมกับความผิดปกติที่ผิวหนังเท่านั้น

บางตัวอาจแสดงอาการของโรคผื่นภูมิแพ้ของผิวหนัง (atopic dermatitis) ซึ่งจะเหมือนกับอาการของโรคผื่นภูมิแพ้ของผิวหนัง (atopic dermatitis) ที่เกิดจากสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ ซึ่งไม่สามารถแยกแยะออกจากกันได้โดยการดูอาการและคาดเดา ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) มีความเห็นว่าต้องใช้วิธีการทดสอบการแพ้อาหารที่ถูกหลัก ร่วมกับการใช้โปรแกรม Allergy diagnostic work up ช่วยเท่านั้น จึงสามารถแยกแยะและวินิจฉัยได้

ระดับความคันของสุนัข (Canine Itch Scale)

ระดับความคันของสุนัข (Canine Itch Scale)

ระดับความคันของสุนัข (Canine Itch Scale)ของทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ดัดแปลงจาก Client Itch Grading Scale โดย Peter B Hill และคณะ ซึ่งมีไว้เพื่อเป็นแนวทางให้เจ้าของสุนัขประเมินอาการคันด้วยตนเองที่บ้านโดยจะให้เจ้าของสุนัขประเมินทุกสัปดาห์ ซึ่งหลังจากเจ้าของประเมินแล้วแนะนำให้บันทึกผลไว้ แล้วนำบันทึกนี้มาที่คลินิกในการนัดหมายครั้งต่อไปเพื่อที่ทางทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)จะได้ปรับแผนการรักษาให้เหมาะสมกับตัวสุนัขยิ่งขึ้น การประเมินระดับความคันของสุนัขนอกจากช่วยให้ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ทราบถึงระดับความรุนแรงของความคันแล้ว ยังช่วยใหนการวินิจฉัย และวางแผนหรือปรับแผนการรักษาอีกด้วย

ความคันของสุนัขในที่นี้รวมถึง การเกา แทะตามตัว การเลียตัว และการเอาตัวไปถูกับที่ต่างๆ โดยแต่ละระดับเป็นดังนี้:

ระดับ 0 (Grade 0): สุนัขปกติ หรือสุนัขไม่ได้คัน หรือเกามากกว่าตอนก่อนมีปัญหาโรคผิวหนัง (Normal dog: dog does not itch more then before the disease began).

ระดับ 1 (Grade 1): มีอาการเกาคันให้เห็นบ้าง ซึ่งอาจมากกว่าตอนก่อนมีปัญหาโรคผิวหนังนิดหน่อย ถ้าไม่เป็นคนช่างสังเกตุอาจคิดว่าปกติดี (Occasional episodes of itching: small increase in itch compared with before the disease began.)

ระดับ 2 (Grade 2): มีอาการเกาคันให้เห็นชัดเจน แต่อาการเกาคันจะหายไปในตอนหลับ กินอาหาร เล่น ออกกำลัง หรือถ้ามีอะไรไปรบกวนการเกาคัน เช่นการดุ ตะคอก หรือการแหย่ (More frequent episodes of itching but itching stops when dog is sleeping, eating, playing, exercising or is otherwise distracted.) ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)ขอแนะนำว่าถ้าสุนัขของคุณมีอาการเกาคันในระดับนี้ แปลว่าเขาส่งสัณญานว่า ถ้าพอมีเวลาเจ้าของควรพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์

ระดับ 3 (Grade 3): มีอาการเกาคันให้เห็นชัดเจนเป็นประจำในตอนที่ยังไม่หลับ อาจมีการสะดุ้งตื่นขึ้นมาเกาให้เห็นบ้าง แต่อาการเกาคันจะหายไปในตอน กินอาหาร เล่น ออกกำลัง หรือถ้ามีอะไรไปรบกวนการเกาคัน เช่นการดุ ตะคอก หรือการแหย่ (Regular episodes of itching are seen when dog is awake. The dog occasionally wakes up because of itching, but the itching stops when the dog is eating, playing, exercising or otherwise distracted.) ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอแนะนำว่าถ้าสุนัขของคุณมีอาการเกาคันในระดับนี้ แปลว่าเขาส่งสัณญานว่า เจ้าของควรหาเวลาพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์ได้แล้ว

ระดับ 4 (Grade 4): มีอาการเกาคันให้เห็นชัดเจนเป็นประจำ และการเกาแต่ละครั้งจะนานขึ้นในตอนที่ยังไม่หลับ มีการสะดุ้งตื่นขึ้นมาเกาให้เห็นบ่อยๆ อาการเกาคันจะยังคงอยู่ในตอนกินอาหาร เล่น ออกกำลัง หรือแม้แต่เวลามีอะไรไปรบกวนการเกาคัน เช่นการดุ ตะคอก หรือการแหย่ (Prolonged episodes of itching are seen when the dog is awake. The dog regularly wakes up because of itching or itches in its sleep. The itching can also be seen when the dog is eating, playing, exercising or otherwise distracted.) ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)ขอแนะนำว่าถ้าสุนัขของคุณมีอาการเกาคันในระดับนี้ แปลว่าเขาส่งสัณญานว่า เจ้าของควรรีบพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์ได้แล้ว

ระดับ 5 (Grade 5): เกาคันเกือบตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นตอนหลับ กินอาหาร เล่น ออกกำลัง หรือถ้ามีอะไรไปรบกวนการเกาคัน เช่นการดุ ตะคอก หรือการแหย่ อาการเกาคันนี้ยังคงอยู่แม้แต่จะอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย หรือที่ไม่ชอบเช่นในห้องตรวจรักษา หลายๆตัวอาจต้องใส่อุปกรณ์ควบคุมเพื่อไม่ให้เกาในเวลาคัน (Almost continuous itching which does not stop when the dog is distracted, even in the consulting room. The dog needs to be physically restrained from itching.)ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)ขอแนะนำว่าถ้าสุนัขของคุณมีอาการเกาคันในระดับนี้ แปลว่าเขาส่งสัณญานว่า เจ้าของควรรีบพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์ให้เร็วที่สุด

Tuesday, May 31, 2011

สเตียรอยด์ กับสัตว์เลี้ยง3 ผลของการใช้สเตียรอยด์เป็นเวลานานๆ

สเตียรอยด์ กับสัตว์เลี้ยง3 ผลของการใช้สเตียรอยด์เป็นเวลานานๆ

การใช้สเตียรอยด์เป็นเวลานานๆเพื่อรักษาโรคผิวหนังบางโรค โดยเฉพาะเพื่อการกดอาการคัน ถึงแม้ว่าจะใช้ในขนาดต่ำๆ และให้ในระยะห่างกว่า 48 ชั่วโมง ก็ยังสามารถก่อปัญหาต่อไปนี้ต่อสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะสุนัขของคุณ ผลของการใช้สเตียรอยด์เป็นเวลานานๆที่พบได้เป็นประจำได้แก่
1)ทำให้สัตว์เลี้ยง เข้าสู่ช่วงวัยชราได้เร็วกว่าปกติ และบั่นทอนอายุขัยของสัตว์เลี้ยง --- กล่าวง่ายๆก็คือ แก่เร็ว สังขารเสื่อมเร็ว อายุสั้นหรือตายเร็ว
2)ข้อเสื่อม และเสียหาย
3)บั่นทอนประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกัน ทำให้เจ็บป่วยง่าย
4)กล้ามเนื้ออ่อนแรง
5)ติดเชื้อในระบบขับปัสสาวะ
6)ขนบาง
7)ผิวหนังบางลง
8)ความอึดลดลง
9)กินน้ำมากกว่าปกติ และปัสสาวะมากกว่าปกติ

ถ้าสัตว์เลี้ยงของคุณมีอาการตามที่กล่าวมาตั้งแต่ 1 ข้อขึ้นไป และยังคงรับสเตียรอยด์อยู่ ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ใคร่ขอแนะนำว่า คุณควรต้องคุยกับสัตวแพทย์ที่คุณใช้บริการ ถึงการใช้วิธีการรักษาวิธีอื่นที่สามารถหลีกเลี่ยง หรือลดการใช้สเตียรอยด์ได้แล้ว

หมายเหตุ โรคบางโรคเช่น โรคของระบบภูมิคุ้มกันบางโรคเช่น Pemphigus หรือมะเร็งบางชนิดเช่น Lymphoma การใช้สเตียรอยด์จะช่วยทำให้ทำให้สัตว์เลี้ยงยืดอายุขัยออกไปได้ หรืออย่างน้อย ก็ทำให้สัตว์ป่วยสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าการไม่ใช้สเตียรอยด์ ในกรณีนี้ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) มีความเห็นว่าควรใช้สเตียรอยด์ต่อจนกว่าสัตว์ป่วยจะตายจากไป ถึงแม้ว่าต้องยอมรับผลไม่พึงประสงค์ของการใช้สเตียรอยด์ก็ตาม

Thursday, May 26, 2011

ข้อที่เจ้าของแมวต้องรู้ในการให้ยา หรือทำการรักษาแมว โดยเฉพาะในรายที่มีปัญหาโรคผิวหนัง

ข้อที่เจ้าของแมวต้องรู้ในการให้ยา หรือทำการรักษาแมว โดยเฉพาะในรายที่มีปัญหาโรคผิวหนัง

ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอให้เจ้าของแมวคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้ ก่อนที่จะพาแมวป่วยไปหาหมอที่คุณเลือกใช้บริการ เพื่อที่จะได้แจ้งข้อจำกัดของคุณให้หมอได้รู้ก่อนที่ลงมือทำการตรวจรักษา

1) แมวเป็นสัตว์ที่ --ฉันจะกินอะไรที่ฉันอยากกินเท่านั้น ถ้าไม่มี ฉันยอมอด ในข้อนี้เป็นข้อที่เจ้าของแมวควรรับรู้ เพราะคุณจะได้เจอเวลาที่คุณจำเป็นต้องเปลี่ยนอาหารเป็นอาหารสูตรที่สำหรับช่วยในการรักษาโรคต่างๆ
2) แมวเป็นสัตว์ที่ --ยังคงมีความเป็นสัตว์ป่าอย่างเต็มตัวอยู่ ถ้าคุณไม่ระวังคุณอาจเจ็บตัวเวลาให้ยาแมว
3) แมวเป็นสัตว์ที่ --ไม่ชอบยาเม็ดที่มีกลิ่น
4) แมวเป็นสัตว์ที่ --ไม่ชอบยาน้ำที่ผสมแอลกอฮอล์ (elixirs)
5) แมวเป็นสัตว์ที่ --ไม่ชอบอาบน้ำ คุณควรคุยกับหมอที่รักษาแมวของคุณถึงวิธีการอาบน้ำแมวให้ดีดี ไม่เช่นนั้นคุณอาจเจ็บตัวเวลาจับแมวอาบน้ำ
6) แมวเป็นสัตว์ที่ --จำไม่มีลืม ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณ สัตวแพทย์ที่คุณใช้บริการ หรือใครก็ตามทำกับแมวของคุณ แมวจะจำไม่มีลืม
7) คุณสามารถสั่งให้สุนัขของคุณทำในสิ่งที่าคุณสั่งได้ แต่ไม่สำหรับแมว แมวจะทำเมื่ออยากทำเท่านั้น
8) แมวก็คือแมว ไม่ใช่สุนัขตัวเล็กๆ ดังนั้นวิธีการต่างๆที่ใช้กับแมว จะต่างกับในสุนัขอย่างสิ้นเชิง

สเตียรอยด์ กับสัตว์เลี้ยง1 สัตว์เลี้ยงของคุณได้รับสเตียรอยด์โดยการกิน หรือฉีดเพื่อรักษาอาการคันติดต่อกันนานกว่า 14 วันหรือยัง?

สเตียรอยด์ กับสัตว์เลี้ยง1 สัตว์เลี้ยงของคุณได้รับสเตียรอยด์โดยการกิน หรือฉีดเพื่อรักษาอาการคันติดต่อกันนานกว่า 14 วันหรือยัง?

สัตว์เลี้ยงของคุณได้รับสเตียรอยด์โดยการกิน หรือฉีดเพื่อรักษาอาการคันติดต่อกันนานกว่า 14 วันหรือยัง?

ถ้ายัง คุณควรคุยกับหมอเจ้าของไข้ของสัตว์เลี้ยงของคุณ เพื่อขอให้ท่านใช้ในขนาดต่ำๆ (ซึ่งทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) เชื่อว่าหมอส่วนใหญ่มักใช้ขนาดต่ำๆอยู่แล้ว) จนกว่าจะถึง 2 อาทิตย์

ถ้าครบ หรือเกิน 14 วันแล้ว ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอแนะนำทางเลือกต่อไปนี้
1) ถ้าจะยังคงใช้สเตียรอยด์ต่อ ซึ่งทางเลือกนี้ มีราคาต่ำมาก ให้ผลในการลดอาการคันที่รวดเร็ว หวังผลในด้านการกดอาการคันได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่ต้องยอบรับถ้าเลือกข้อนี้ได้แก่ โอกาสเกิดผลไม่พึงประสงค์ได้ 60% ซึ่งผลไม่พึงประสงค์ของการใช้สเตียรอยด์ได้แก่ การติดเชื้อแทรกซ้อน การเกิดแผลในกระเพาะอาหาร รวมถึงการเกิด Cushing's Syndrome ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอให้คำนึงถึงความเป็นไปได้การลดโอกาสการเกิดผลไม่พึงประสงค์ของการใช้สเตียรอยด์ หรือวิธีการแก้ไขผลจากการเกิดผลไม่พึงประสงค์ของการใช้สเตียรอยด์ หรือควรเลือกทางเลือกอื่นที่ไม่ต้องใช้สเตียรอยด์ต่อ
2 ) ถ้าคุณไม่อยากใช้สเตียรอยด์ต่อ ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกายสัตว์ป่วย และดำเนินการทดสอบต่างๆแบบเจาะลึก เพื่อหาสาเหตุของอาการคัน แล้ววางแผนการรักษาต่อไป ซึ่งทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ชอบทางเลือกนี้มากกว่า ถึงแม้ว่าอาจต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าในระยะแรก และเห็นผลช้ากว่า แต่ว่าสามารถหลีกเลี่ยงผลไม่พึงประสงค์ของการใช้สเตียรอยด์ได้ดีกว่ามาก

Friday, May 20, 2011

เรื่องของขน3 ปัญหาขนร่วงของแมว

เรื่องของขน3 ปัญหาขนร่วงของแมว

ขนร่วงในแมว จัดได้ว่าเป็นปัญหาชวนฝันร้ายสำหรับหมอหลายๆท่าน เป็นปัญหาที่ต้องการความร่วมมือร่วมใจจากทั้งตัวแมวเอง หมอที่ทำการรักษา และเจ้าของสัตว์อย่างมากๆ และเช่นเดียวกับสุนัข ปัญหาแมวขนร่วงเต็มบ้าน หรือขนร่วงจนขนบาง หรือโกร๋น เป็นปัญหาที่เจ้าของแมวส่วนใหญ่มักเจอ ซึ่งปัญหานี้นอกจากทำให้รู้สึกน่ารำคาญ จนบางรายอาจเกิดอาการจิตตกสำหรับเจ้าของแมวแล้ว ต้นเหตุที่ทำให้ขนร่วงอาจทำให้ตัวแมวป่วย ได้รับผลกระทบตั้งแต่ไม่มีอะไรเลย จนอาจถึงตายได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษา กลุ่มออาการขนร่วงแมวมีดังนี้

1)ความผิดปกติแต่กำเนิด ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ แมวพันธุ์สฟิงค์ (Sphinx Cat)
2)ขนร่วงเป็นแห่งๆ (focal alopecia) พบได้บ่อยมาก ตัวการที่เป็นสาเหตุได้แก่ เชื้อราหรือกลากแมว ขี้เรื้อนรูขุมขน ยาฉีดหลายๆชนิด ปฏิกิริยาข้างเคียงต่อยาทาบางชนิดเช่นสเตอรอยด์ รูขุมขนอักเสบ Pseudopelade, Alopecia Areata, Psychogenic Alopecia, Traction เป็นต้น
3) Symetrical Alopecia มี 2 กลุ่ม คือ
3.1)Symetrical Alopecia จากการเกา แทะ ทึ้งขน (self-inflicted hair loss) มักพบว่า เกิดเนื่องจากการเกาคัน จากสาเหตุต่างๆเช่น โรคภูมิแพ้ ขี้เรื้อนหลายๆชนิด การติดเห็บ-หมัด-ไร การติดเชื้อ มะเร็งบางชนิด หรือกลุ่มอาการทางจิตเวช
3.2)Symetrical Alopecia ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเกา แทะ ทึ้งขน (self-inflicted hair loss) มักเกิดจากความผิดปกติของรูขุมขน หรือความผิดปกติขององค์ประกอบรอบรูขุมขน หรือ มีการรบกวนวงรอบการผลัดขน โรคในกลุ่มนี้ได้แก่ โรคที่เกิดจากฮอร์โมน การขาดสารอาหารบางชนิด การเหนี่ยวนำของระบบภูมิคุ้มกัน มะเร็งเป็นต้น

เช่นเดียวกับในสุนัขที่มีปัญหาขนบาง หรือขนร่วง ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) จะทำการแยกให้ออกก่อนว่าเป็นกลุ่มไหนโดยการเช็คจากประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจสภาพขน แล้วค่อยเจาะลึกไปหาสาเหตุ ซึ่งเป็นวิธีการที่ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) มั่นใจว่าเป็นวิธีที่ได้ผล ประหยัดเวลา และประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด และมีโอกาสผิดพลาดน้อยที่สุด

เรื่องของขน2 ปัญหาขนร่วงของสุนัข

เรื่องของขน2 ปัญหาขนร่วงของสุนัข

ปัญหาสุนัขขนร่วงเต็มบ้าน หรือขนร่วงจนขนบาง หรือโกร๋น เป็นปัญหาที่เจ้าของสุนัขส่วนใหญ่มักเจอ ซึ่งปัญหานี้นอกจากทำให้รู้สึกน่ารำคาญ จนบางรายอาจเกิดอาการจิตตกสำหรับเจ้าของสุนัขแล้ว ต้นเหตุที่ทำให้ขนร่วงอาจทำให้ตัวสุนัขป่วยได้รับผลกระทบ ตั้งแต่ไม่มีอะไรเลย จนอาจถึงตายได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษา ตัวการที่ทำให้ขนร่วงมีดังนี้

1) การผลัดขนตามวงรอบ (hair shredding cycle) ดูรายละเอียดได้ในหัวข้อที่แล้ว
2)ขนหลุดร่วงจากการเกา แทะ ทึ้งขน (self-inflicted hair loss) พบได้บ่อย เกิดเนื่องจากการเกาคัน จากสาเหตุต่างๆเช่น โรคภูมิแพ้ ขี้เรื้อนหลายๆชนิด การติดเห็บ-หมัด-ไร การติดเชื้อ มะเร็งบางชนิด หรือกลุ่มอาการทางจิตเวช
3)ขนร่วงแท้จริง (true alopecia) พบได้ค่อนข้างน้อยกว่าแบบที่แล้ว แบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม ดังนี้
3.1)ความผิดปกติของรูขุมขน หรือความผิดปกติขององค์ประกอบรอบรูขุมขน อาทิเช่น การติดเชื้อของรูขุมขน การขาดสารอาหารบางชนิด การเหนี่ยวนำของระบบภูมิคุ้มกัน การบาดเจ็บจากการกระทบกระเทือน มะเร็งของรูขุมขน ขี้เรื้อนรูขุมขน ยาหรือวัคซีนเป็นต้น
3.2)มีการรบกวนวงรอบการผลัดขน ได้แก่โรคที่เกิดจากฮอร์โมน
3.3)ความผิดปกติแต่กำเนิด
3.4) คนทำให้เกิด เช่น post-clipping alopecia

ในสุนัขที่มีปัญหาขนบาง หรือขนร่วง ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) จะทำการแยกให้ออกก่อนว่าเป็นกลุ่มไหนโดยการเช็คจากประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจสภาพขน แล้วค่อยเจาะลึกไปหาสาเหตุ ซึ่งเป็นวิธีการที่ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) มั่นใจว่าเป็นวิธีที่ได้ผล ประหยัดเวลา และประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด และมีโอกาสผิดพลาดน้อยที่สุด

Monday, April 18, 2011

โรคผิวหนัง ภูมิแพ้ การดูแลและป้องกัน การสังเกต และ ความเข้าใจในการรักษา

โรคผิวหนัง ภูมิแพ้ การดูแลและป้องกัน การสังเกต และ ความเข้าใจในการรักษา

โดย น.สพ. รังสรรค์ สกุลพลอย

โรคผิวหนัง คือ ความผิดปกติอะไรก็ได้ที่เกิดกับผิวหนัง เช่น อาการเกาคัน เม็ดตุ่ม ก้อนต่างๆ แผล หรือการที่มีสิ่งแปลกปลอมอะไรก็ได้มาอยู่บนหรือในผิวหนัง
อะไรที่ทำให้เกิดโรคผิวหนัง
*การติดเชื้อ – แบคทีเรีย รา ยีสต์ หรือไวรัส
*ปรสิต – เห็บ หมัด เหา ไร ไรขี้เรื้อน หนอนแมลง หรือหนอนพยาธิบางชนิด
*ภูมิแพ้ และความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน – แพ้สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ ในอาหาร น้ำลายหมัด พิษของแมลง แพ้สัมผัส และ โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง
*ความผิดปกติของระบบฮอร์โมน เช่นภาวะขาดฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์
*มะเร็ง และเนื้องอก
*ปัจจัยทางกายภาพ และเคมี - ไฟไหม้ กรด ด่าง น้ำมันปิโตรเลี่ยม ยาบางชนิด
*คน – หมอ เจ้าของสัตว์ และกูรูทั้งหลาย – ที่ชอบลองการรักษาโดยที่ยังไม่มีการพิสูจน์ว่าได้ผล ไม่มีความรู้เพียงพอ หรือรักษาผิดวิธี เช่นยาไม่ครบคอร์ส หรือขนาดไม่เพียงพอ ใช้ยาไม่ตรงโรค หรือใช้ยาที่อาจเป็นพิษในสัตว์ได้
*สิ่งแปลกปลอม – เสี้ยน หนาม
*ความผิดปกติทางจิตเวช
*ยังไม่ทราบสาเหตุ

ความรุนแรงของการเกิดโรคผิวหนังขึ้นกับ
*ชนิด และปริมาณของตัวก่อโรค
*ความทนต่อโรคของตัวสัตว์ป่วย
*พันธุกรรมของตัวสัตว์ป่วย
*การดูแลรักษา (หมอ + เจ้าของสัตว์ + ตัวสัตว์)
*บุญเก่า กรรมเก่า



เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสัตว์เลี้ยงมีปัญหาโรคผิวหนัง
ทำได้โดยดูจาก
*อาการคัน เกา เลีย แทะตามตัว เท้า หู หลัง ท้อง
*ชอบไถตัว + ก้น
*สังคตัง
— *ขนร่วง มีรังแค หรือ กลิ่นตัวแรง
*ตุ่ม ก้อน จุด หรือแผลต่างๆ
*เห็บ หมัด เหา ไร หรือคนในบ้านทุกคน

การดูแล ป้องกัน และการรักษาโรคผิวหนัง
— การรักษาโรคผิวหนัง
*ใช้เวลา มีค่าใช้สูงพอสมควร
*แต่ละโรคก็มีวิธีรักษาได้มากกว่า 1 วิธี และค่าใช้จ่ายก็ขึ้นกับต้นทุนของแต่ละวิธี
*ค่าใช้จ่ายขึ้นกับวิธีการรักษา แต่วิธีการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูงไม่จำเป็นต้องได้ผลการรรักษาที่ดีกว่าวิธีการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายที่ราคาต่ำกว่า
*ต้องทำคู่กับการปรับการเลี้ยงดูที่ถูกหลัก
*ไม่ยาวิเศษที่รักษาได้ทุกโรค ยกเว้นการวินิจฉัยที่แม่นยำ ร่วมกับการรักษาที่ถูกวิธี และมีการดูแลที่เหมาะสม
*ต้องการความร่วมมือระหว่างหมอ กับเจ้าของสัตว์ค่อนข้างมาก

— การดูแลสัตว์เลี้ยงที่เป็นโรคผิวหนัง
*ปฏิบัติตามคำแนะนำของหมออย่างเคร่งครัด
*สัตว์เลี้ยงไม่ใช่สัตว์ทดลอง – อย่าทำตนเป็นกูรูลองยาหรือวิธีการแปลกๆโดยไม่ได้มีศึกษามาอย่างดี
*ให้อาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน และสมดุล แก่สัตว์ป่วย
— *มีการอาบน้ำ และใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพของตัวสัตว์
— *ให้ตามคำแนะนำของหมอ
— *ถ้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับการรักษา – คุยกับหมอเจ้าของไข้โดยตรง ถ้าไม่ได้คำตอบที่น่าพอใจ หรือเชื่อถือได้ - เปลี่ยนหมอ




— การป้องกันโรคผิวหนัง แก่สัตว์เลี้ยง
*ไม่มีวิธีที่ป้องกันได้ 100%
*แต่ลดโอกาสการเป็นโรคผิวหนังได้โดย
*การเลี้ยงดูที่ถูกหลัก
*มีการอาบน้ำ และใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพของตัวสัตว์
*ให้อาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน และสมดุล
*มีการฉีดวัคซีนตามโปรแกรมที่เหมาะสม มีการถ่ายพยาธิ ควบคุมและกำจัดเห็บ หมัด อย่างสม่ำเสมอ
*อย่าลองของแปลก

โรคผิวหนังที่เกิดจากโรคภูมิแพ้
*คือ โรคผิวหนังที่เกิดจากภาวะไวเกินของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายในรูปแบบที่ I หรือ IV หรือทั้งสองรูปแบบร่วมกัน
*เป็นโรคของบุญเก่า กรรมเก่า
— *มี 5 รูปแบบ
— +การแพ้น้ำลายของหมัดหรือของแมลงบางชนิด
— +การแพ้เหล็กใน หรือพิษของแมลงหรือแมง
— +ปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์จากอาหาร
+โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หรือการแพ้สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ
— +การแพ้สัมผัส
— +หมอบางคนอาจแยก การแพ้สารคัดหลั่งจากยีสต์ หรือ แบคทีเรียออกเป็นอีกกลุ่ม
— *มักมีโรคผิวหนังโรคอื่นๆเกิดร่วมด้วยเสมอ

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสัตว์เลี้ยงมีปัญหาโรคภูมิแพ้
ทำได้โดยดูจาก
*อาการคัน เกา เลีย แทะตามตัว เท้า หู หลัง ท้อง
*ชอบไถตัว + ก้น
*สังคตัง
*หูอักเสบที่มีการกลับมาเป็นใหม่ใน 2 ปี
*หาหมอ
*มีรังแค หรือ กลิ่นตัวแรง

การดูแล ป้องกัน และการรักษาโรคภูมิแพ้
*ทำเหมือน การดูแลโรคผิวหนังทั่วไป แต่เพิ่มความเข้มงวดเรื่องการควบคุม และกำจัดเห็บ หมัด - อย่าการ์ดตก
*ในกรณีที่แพ้อาหาร ให้ระวังเรื่องให้อาหาร อย่าคิดว่านิดหน่อยไม่น่าเป็นอะไร - เวลาโรคกลับรักษายากกว่าตอนเริ่มต้นมาก

Monday, October 18, 2010

หมัด การควบคุม และกำจัดหมัด (FLEAS AND FLEA CONTROL)

หมัด การควบคุม และกำจัดหมัด (FLEAS AND FLEA CONTROL)

หมัด หรือบางคนเรียกว่าหมัดแมวเป็นตัวปรสิตภายนอกที่สร้างปัญหาโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยที่สุด ที่คลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) พบว่าประมาณร้อยละ 90 ของโรคผิวหนังในสุนัขและแมว ที่มาใช้บริการกับทางคลินิก มักมีปัญหาโรคผิวหนังอักเสบจากการแพ้น้ำลายหมัดร่วมอยู่ด้วย นอกจากนี้หมัดยังเป็นตัวพาหะนำโรคต่างๆเช่นการติดพยาธิตัวตืด โรคฮีโมบาร์โทเนโลซิสเป็นต้น การควบคุมหมัดเป็นความท้าทายของสัตวแพทย์และตัวเจ้าของสัตว์ เพราะว่าตัวหมัดที่โตเต็มวัยเท่านั้นที่สร้างปัญหา แต่ทว่าในสภาพแวดล้อมรอบตัวสัตว์จะอุดมไปด้วยไข่ และตัวอ่อนระยะต่างๆของหมัดเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งไข่ และตัวอ่อนระยะต่างๆของหมัดเหล่านี้ จะเป็นตัวเพิ่มประชากรตัวหมัดที่โตเต็มวัยบนตัวสัตว์ และในสภาพแวดล้อมรอบตัวสัตว์ต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้การควบคุมหมัดที่ดีในทางทฤษฎีคือ ต้องได้ผลครอบคลุมตัวหมัดทุกระยะ ทั้งบนตัวสัตว์ทุกตัว และในสภาพแวดล้อม ก่อนที่เราจะเข้าสู่การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม เราควรที่จะต้องรู้จักวงชีวิตของหมัดกันก่อน

วงชีวิตของหมัด (Ctenocephalides felis)

ตัวหมัดจะวางไข่บนขนของตัวสัตว์ที่มันอาศัยอยู่ หลังจากนั้นไข่หมัดจะร่วงหล่นจากตัวสัตว์ที่มันอาศัยอยู่ ไข่หมัดจะมีความทนต่อยาฆ่าแมลงทุกชนิด แต่จะไวต่อยาควบคุมการเจริญเติบโตของแมลง ตัวอ่อนของหมัด (Larvae) จะออกจากไข่ และเจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมรอบตัวสัตว์เลี้ยง และกินมูล (เลือด) ที่ตัวหมัดถ่ายแล้วร่วงหล่นลงมาจากขนบนตัวสัตว์ ตัวอ่อนของหมัดจะไวต่อยาฆ่าแมลงทั่วๆไป สารในกลุ่มบอเรต และยาควบคุมการเจริญเติบโตของแมลง ตัวอ่อนของหมัดจะ
สร้างรังคล้ายรังไหมขึ้นมาหุ้มตัวมันเองแล้วพัฒนาเป็นตัวดักแด้ (Pupae) ต่อไป ซึ่งกระบวนการนี้ มักเกิดภายในเส้นใยของพรม ใยผ้า หรือใต้ใบหญ้า ในที่ที่ไม่โดนแสงแดด โดยตัวดักแด้ที่เกิดขึ้นมานี้ จะมีความทนต่อการแช่แข็ง การทำให้แห้ง และยาฆ่าแมลงหลายๆชนิด ตัวดักแด้จะสามารถคงสภาพดักแด้ได้หลายๆเดือนจนกว่าจะมีการกระตุ้นให้ลอกคราบเป็นตัวหมัดขั้นแรก ปัจจัยที่ช่วยทำให้เกิดการลอกคราบของตัวดักแด้ได้แก่ การสั่นสะเทือน ความร้อน และการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยปกติแล้วการลอกคราบของตัวดักแด้จะเกิดขึ้นเมื่อมีเหยื่ออยู่ใกล้ๆ และตัวหมัดขั้นแรกจะต้องพบเหยื่อในเวลาไม่กี่วินาที ตัวหมัดขั้นแรกที่เพิ่งออกมาจากไข่ ถ้าอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่กี่วันโดยไม่มีเหยื่อ ตัวหมัดที่เพิ่งเกิดใหม่จะเริ่มกินเลือดภายใน 1 ชั่วโมงหลังพบเหยื่อ (สุนัข และแมว) หลังจากที่หมัดดูดเลือดจากเหยื่อแล้ว ตัวหมัดจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานหลังจากที่ลงจากตัวเหยื่อ ส่วนใหญ่แล้วอัตราการตายของตัวหมัดที่อยู่บนตัวเหยื่อที่ไม่ใช่ลูกสัตว์จะค่อนข้างสูง ส่วนใหญ่จะอยู่บนตัวเหยื่อได้ไม่เกิน 72 ชั่วโมงบนตัวเหยื่อที่มีอาการคันและสามารถแทะเลียตัวเองได้ แต่โชคไม่ดีที่กว่าที่ที่ตัวหมัดจะตาย ก็วางไข่ไปจำนวนมากแล้ว วงจรชีวิตของหมัดจะตกประมาณ 16 วัน

วิธีการควบคุมหมัดที่ควรทำ (FLEA CONTROL RECOMMENDATIONS)

ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)มีความเห็นว่า เราต้องการให้สัตว์ที่มีปัญหาการแพ้น้ำลายหมัด ต้องปลอดจากหมัด 100% เพื่อให้ปลอดจากอาการแพ้น้ำลายหมัดอย่าง 100% ในกรณีที่มีการถูกหมัดกัดแม้เพียงเล็กน้อย (ถูกกัดแค่ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์) ก็มากเพียงพอที่จะทำให้เกิดอาการการแพ้น้ำลายหมัดได้แล้ว ช่วงระยะหลังๆในหลายๆประเทศเริ่มมีการทำการควบคุมหมัดในสภาพแวดล้อมของสัตว์เลี้ยงโดยการใช้สารยับยั้งตัวอ่อนของหมัดควบคู่ไปกับการควบคุมหมัดบนตัวสัตว์ วิธีนี้เป็นวิธีที่ค่อนข้างจะเรียกได้ว่าได้ผลดีที่สุดในปัจจุบัน แต่ทว่ายังคงต้องการทำซ้ำหลายๆครั้งเพื่อเพิ่ม และคงประสิทธิภาพอันเป็นการที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่สูงและแรงงานอีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งสารยับยั้งตัวอ่อนของหมัดยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งทำให้การควบคุมหมัดที่มีประสิทธิภาพสำหรับสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยทำได้ยากลำบากยิ่งขึ้น การใช้สารกำจัดตัวโตเต็มวัยของหมัดที่อยู่บนตัวสัตว์เพียงอย่างเดียวพบว่ามีผลแค่บรรเทาอาการเท่านั้น และยาที่ใช้ในการกำจัดหมัดที่มีจำหน่ายในประเทศไทย ส่วนใหญ่ออกฤทธิ์ในการฆ่าที่ช้าทำให้ หมัดสามารถมีช่วงเวลาที่จะฉีดน้ำลายแก่สัตว์เลี้ยงได้อย่างเต็มที่ แล้วยังเหลือเวลามากพอที่จะวางไข่เพื่อแพร่พันธุ์ต่อไปก่อนที่จะตายอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ยาที่ใช้ในการกำจัดหมัดที่สามารถลดการรับน้ำลายหมัดก็มีจำหน่ายในประเทศไทยเช่นกัน แต่ก็ข้อจำกัดการใช้บางอย่าง และหาซื้อได้ค่อนข้างยาก สำหรับตัวผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการควบคุมหมัด ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ไม่สามารถแนะนำโดยไม่ผ่านการตรวจและรักษาจากทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง)ได้ เพราะมีข้อจำกัดในเรื่องจรรยาบรรณ และกฎหมายเกี่ยวกับการโฆษณา
ในความเห็นของทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) การกำจัดหมัด เพื่อการรักษาการแพ้น้ำลายหมัดที่ทำได้ในประเทศไทย คือการใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถลดการรับน้ำลายหมัดกับสัตว์เลี้ยงทุกตัวในบ้าน ร่วมกับการกำจัดหมัดที่อยู่ในสภาพแวดล้อมของสัตว์เลี้ยงอย่างเต็มที่

รังแค รังควาน หรือภาวะซีบอเรีย (SEBORRHEA - KERATINIZATION DISORDERS)

รังแค รังควาน ผิวหนังมันเยิ้ม หรือภาวะซีบอเรีย (SEBORRHEA - KERATINIZATION DISORDERS)

ภาวะซีบอเรีย เป็นอาการหนึ่งของโรคผิวหนัง ซึ่งมีการแสดงออกได้หลายแบบ อาจเป็นแบบผิวหนังแห้ง มีรังแค หรือ ผิวหนังมันถึงเยิ้ม ร่วมกับมีไขมันสีเหลืองติดตามผิวหนังร่วมกับมีกลิ่นเหม็นหืน หรืออาจเป็นทั้งสองแบบร่วมกัน ในบางครั้งอาจพบลักษณะสะเก็ดเป็นวงๆ โดยอจมีปื้นกลมสีแดง หรือสีอื่นๆอยู่ตรงกลางวงสะเก็ดร่วมด้วย หลายๆรายพบว่าอาการจะรุนแรงกว่าปกติที่ตำแหน่งรอยย่น หรือร่องอับของผิวหนัง เช่นที่เท้า ใต้ลำคอ และลำตัว และมักมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ร่วมด้วย ซึ่งถ้ามีการติดเชื้อแทรกซ้อนมักจะทำให้อาการแย่ลง รวมทั้งกล่นจะแรงขึ้น หลายรายจะเกิดในรูหูทำให้เกิดหูอักเสบตามมา

ในความเห็นของทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ภาวะซีบอเรีย ส่วนใหญ่มักจะเกิดปัญหาโรคผิวหนังต่างๆเช่น โรคผิวหนังที่เกิดจากความไม่สมดุลของฮอร์โมน กลุ่มโรคภูมิแพ้ การติดเชื้อรา ยีสต์ หรือแบคทีเรีย ภาวะทุโภชนาการ เป็นต้น ในขณะที่บางรายก็ไม่มีโรคผิวหนังอื่นร่วมหรือหาสาเหตุไม่พบ ซึ่งเราเรียกภาวะนี้ว่า primary หรือ IDIOPATHIC SEBORRHEA.

การรักษาภาวะซีบอเรียของทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) จะทำร่วมกับการจัดการโรคผิวหนังที่เกิดร่วมด้วย สำหรับในรายสรุปแล้วเป็นกลุ่มprimary หรือ IDIOPATHIC SEBORRHEA ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) จะเน้นไปที่การคุมอาการเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตโดยการใช้ยาบางชนิด หรือแชมพูที่ผ่านการทดสอบว่าเหมาะกับสัตว์ป่วยตัวนั้นๆ แต่ละตัวเป็นรายๆไป

Wednesday, October 6, 2010

อาการคันในสัตว์เลี้ยง

อาการคันในสัตว์เลี้ยง

อาการคันในสัตว์เลี้ยงเป็นปัญหาที่ผู้เลี้ยงสัตว์ต้องได้เจอทุกคน เป็นหนึ่งในปัญหาที่ทำให้สัตวแพทย์และเจ้าของสัตว์มีปัญหาไม่เข้าใจกันอยู่บ่อยๆ จัดได้ว่าเป็นตัวที่ทำให้สัตวแพทย์และเจ้าของสัตว์ต้องฝันร้ายอยู่บ่อยๆ อาการคันจัดได้ว่าเป็นอาการหนึ่งของโรคผิวหนัง ซึ่งโรคผิวหนังทีทำให้เกิดอาการคันในสัตว์เลี้ยงแต่ละตัวมักมีหลายโรคร่วมกัน และมักเหนี่ยวนำให้ปัญหารุนแรงกว่าเป็นแค่โรคเดียว นอกจากนี้อาการคันที่เกิดจากโรคบางโรคจะตอบสนองต่อยาลดอาการคันข้างดี แต่ส่วนใหญ่จะไม่ตอบสนอง หรือมีอาการคันกลับมาหลังจากที่หยุดยาลดคันไม่นาน

โรคที่ทำให้เกิดอาการคันได้ การติดปรสิตของผิวหนัง การติดเชื้อแบคทีเรีย หรือยีสต์ของผิวหนัง กลุ่มโรคภูมิแพ้ มะเร็งของผิวหนังบางชนิด หรือความผิดปกติทางจิตเวชเป็นต้น มะเร็งของผิวหนังหรือความผิดปกติทางจิตเวชพบได้น้อยมาก ในขณะที่การติดปรสิตของผิวหนัง การติดเชื้อแบคทีเรีย หรือยีสต์ของผิวหนัง กลุ่มโรคภูมิแพ้ มักเป็นตัวหลักในการสร้างปัญหา และมักเกิดร่วมกัน ทำให้กระบวนการตรวจ วินิจฉัย และรักษามีความยุ่งยาก ซับซ้อน สำหรับตัวผู้เขียนถือว่าเป็นปัญหาที่ท้าทายความสามารถอย่างหนึ่ง และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้องตัดสินใจปิดคลินิกระยะเวลาหนึ่งเพื่อไปศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลียเมื่อ ค.ศ. 2007

ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอแนะนำเจ้าของสัตว์ที่กำลังมีปัญหาเรื่องคันว่า ควรพาสัตว์เลี้ยงของท่านไปเข้ารับการตรวจ และรักษาจากสัตวแทย์ และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่อนำคุณภาพชีวิตที่ดีกว่ามาสู่สัตว์เลี้ยงของท่าน และตัวท่านเอง

Tuesday, October 5, 2010

อาการคัน และกลุ่มโรคภูมิแพ้ในสัตว์เลี้ยง

อาการคัน และกลุ่มโรคภูมิแพ้ในสัตว์เลี้ยง

การที่สัตว์เลี้ยงของคุณมีปัญหาเรื่องอาการคัน มักนำมาซึ่งปัญหาที่ลำบากใจทั้งสัตว์ และตัวคุณเจ้าของสัตว์เสมอ ในหลายๆราย ปัญหานี้ยังเป็นตัวทดสอบถึงความผูกพันระหว่างตัวคุณ และสัตว์เลี้ยงของคุณ รวมถึงยังทดสอบถึงความเชื่อมั่นของคุณต่อสัตวแพทย์ที่ดูแลสัตว์เลี้ยงของคุณอีกด้วย อาการคันจะให้สัตว์เลี้ยงของคุณเกา และแทะตัวเองตลอดเวลา ซึ่งจะทำให้เกิดการถลอก และมีบาดแผลเกิดขึ้นตามมา สาระที่มีอยู่ในเอกสารที่จะกล่าวต่อไปนี้ จะเป็นการให้ความรู้ และทำความเข้าใจถึงปัญหา และสาเหตุต่างของอาการคัน รวมถึงโรคภูมิแพ้แต่ละชนิดในสัตว์เลี้ยงของคุณเจ้าของสัตว์ทุกท่านที่ได้อ่านบทความนี้

สาเหตุของอาการคันที่พบได้บ่อย
สาเหตุของอาการคันเรื้อรังที่พบได้บ่อย แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ การติดเชื้อของผิวหนัง ปรสิตของผิวหนัง และกลุ่มสุดท้าย “กลุ่มโรคภูมิแพ้” การติดเชื้อของผิวหนังมักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และยีสต์ สำหรับปรสิตของผิวหนังตัวหลักๆได้แก่ หมัด และไรตระกูลหิด ที่คลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) มักพบว่าสัตว์ป่วยที่มีอาการคันรุนแรง และเรื้อรังหลายๆรายมีสาเหตุมาจากหมัด และไรตระกูลหิด และทางเราพบว่าเกือบทุกรายที่มีปัญหาโรคภูมิแพ้จะมีอาการแย่ลงเมื่อเริ่มมีปัญหาการติดหมัด! ส่วนกลุ่มโรคภูมิแพ้ได้แก่ การแพ้น้ำลายของหมัด การแพ้สารภูมิแพ้ในอากาศ การแพ้สารภูมิแพ้ในอาหาร และการแพ้สัมผัส

กลุ่มโรคภูมิแพ้ คืออะไร

กลุ่มโรคภูมิแพ้ คือภาวะภูมิไวเกินซึ่งเป็นการตอบสนองต่อสารที่เรียกว่าสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งอุบัติการณ์ของกลุ่มโรคภูมิแพ้พบได้มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในคน และสัตว์ ในคนจะแสดงอาการของโรคภูมิแพ้โดยการจาม น้ำมูกน้ำตาใหล หรือ หอบหืด ส่วนในสุนัขเกือบทั้งหมดจะแสดงอาการทางผิวหนังได้แก่ผิวหนังแดง คัน มีการติดเชื้อของผิวหนังและหูที่ไม่ยอมหายขาด และขนร่วง

กลุ่มโรคภูมิแพ้มีอะไรบ้าง

โรคในกลุ่มโรคภูมิแพ้ตัวหลักๆได้แก่ การแพ้น้ำลายของหมัด การแพ้สารภูมิแพ้ในอากาศ การแพ้สารภูมิแพ้ในอาหาร และการแพ้สัมผัส ในที่นี้จะไม่กล่าวถึงการแพ้สัมผัสเพราะพบได้น้อยมาก จะขอกล่าวถึง 3 ตัวที่เหลือ ซึ่งพบได้ค่อนข้างบ่อย

1.การแพ้น้ำลายของหมัด เป็นโรคผิวหนังของสุนัข และแมวที่พบได้บ่อยที่สุด ที่คลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) พบว่า 70% ของสุนัข และแมวที่มีปัญหาโรคผิวหนัง จะมีปัญหาการแพ้น้ำลายหมัดร่วมอยู่ด้วย โรคนี้เกิดจากการแพ้น้ำลายหมัด ดังนั้นน้ำลายจากหมัดเพียงแค่ 1ตัว ก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดปัญหาการแพ้ได้แล้ว และปฏิกริยาการแพ้ต่อน้ำลายหมัดจะเกิดหลังจากสัตว์ได้รับน้ำลาย 2 ชั่วโมง ถึง 2 สัปดาห์ ซึ่งเป็นเวลาที่มากพอที่จะหมัดจะหนีไปก่อนที่จะแสดงอาการคัน ทำให้ไม่พบตัวหมัดในสัตว์ตัวที่มีปัญหาได้ จึงมักเกิดคำถามในใจของเจ้าของสัตว์ว่า “ทำไมหมอว่าหมา (แมว) ของผม/ฉัน มีปัญหาการแพ้น้ำลายหมัด ในเมื่อผม/ฉัน ไม่เคยพบหมัดบนตัวหมา (แมว) ของผม/ฉันเลย” ที่สำคัญอีกประการคือ ภูมิอากาศในประเทศไทยเป็นแบบร้อนชื้น ซึ่งเหมาะแก่การแพร่กระจาย และดำรงชีวิตของหมัด จึงสามารถพบปัญหาหมัดในประเทศไทยได้ตลอดปี เนื่องจากการแพ้น้ำลายของหมัดเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย จึงจำเป็นต้องควบคุมหมัดอย่างเต็มที่ก่อนที่จะทำการตรวจหาโรคภูมิแพ้ตัวอื่น และเนื่องจากทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) พบว่าเกือบทุกรายที่มีปัญหาโรคภูมิแพ้จะมีอาการแย่ลงเมื่อเริ่มมีปัญหาการติดหมัด จึงจำเป็นอีกเช่นกันที่ต้องควบคุมหมัดอย่างเต็มที่ ในทุกๆรายที่มีปัญหาภูมิแพ้ (รายละเอียดกรุณาอ่านเพิ่มเติมได้ในเรื่อง “การแพ้น้ำลายหมัด”)

2.การแพ้สารก่อภูมิแพ้ในอาหาร สัตว์บางตัวจะมีการแพ้องค์ประกอบบางอย่างในอาหาร โดยทั่วไปมักแพ้องค์ประกอบพวกโปรตีน หรือคาร์โบไฮเดรทเช่น เนื้อวัว หมู ไก่ ข้าวโพด แป้งสาลี หรือถั่วเหลือง แต่บางตัว เราพบว่าสามารถแพ้พวกสารปรุงแต่งต่างๆเช่น สารถนอมอาหาร สารแต่งสีและกลิ่น เป็นต้น การวินิจฉัยการแพ้สารภูมิแพ้ในอาหารนั้น ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) จะใช้วิธีทดสอบโดยการให้สัตว์ที่มีปัญหากินอาหารสูตรพิเศษสำหรับการทดสอบเพียงอย่างเดียวเป็นระยะเวลาหนึ่ง แล้วประเมินอาการคัน ถ้าอาการคันลดลงจนต่ำกว่าที่คาดการณ์ ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) จะทดลองให้กลับไปกินอาหารเดิม แล้วประเมินอาการคันอีกครั้ง ถ้าสรุปได้ว่า มีปัญหาการแพ้สารภูมิแพ้ในอาหาร ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) จะมีการทดสอบหาว่าองค์ประกอบ หรือสารตัวใดในอาหารที่เป็นปัญหา เพื่อที่จะได้หาวิธีแก้ปัญหาต่อไป (รายละเอียดกรุณาอ่านเพิ่มเติมได้ในเรื่อง “การแพ้สารภูมิแพ้ในอาหาร”)

3.การแพ้สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ โรคผิวหนังอักเสบจากสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ หรือบางคนเรียกว่าโรคภูมิแพ้ หรือโรคแพ้อากาศ (Canine atopic dermatitis, allergic dermatitis, canine atopy) เป็นอาการของโรคภูมิแพ้ที่เกี่ยวเนื่องกับลักษณะทางกรรมพันธุ์ โดยจะแสดงปฏิกิริยาภูมิแพ้สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ เช่น ไรฝุ่น หรือเกสร ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) พบว่าสุนัขที่มีปัญหามักจะแสดงอาการครั้งแรกในช่วงอายุระหว่าง 1-3 ปี สัตว์ที่มีปัญหาของโรคนี้จะแสดงอาการถู เลีย แทะ หรือเกา บริเวณเท้า หน้า หู รักแร้หรือโคนขาหนีบ ซึ่งทำให้ขนร่วง ผิวหนังแดง และหนาตัวขึ้นตามมา การวินิจฉัยโรคผิวหนังอักเสบจากสารก่อภูมิแพ้ในอากาศค่อนข้างยุ่งยาก และใช้เวลา ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) จะอาศัยข้อมูลประวัติของโรคผิวหนัง อาการที่แสดงออก ร่วมกับการประเมินอาการคันที่เหลืออยู่ หลังจากการจำกัดการได้รับน้ำลายหมัด และการจำกัดการแพ้สารก่อภูมิแพ้ในอาหาร ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือกันทุกฝ่ายทั้งจากตัวสัตว์ป่วย เจ้าของสัตว์และทุกคนในบ้าน รวมทั้งสัตวแพทย์ที่เกี่ยวข้องทุกคน การรักษาในปัจจุบัน เราจะมุ่งเน้นไปที่การจำกัดอาการของโรค และทำให้คุณภาพชีวิตของเจ้าของสัตว์ และตัวสัตว์ป่วยเองให้มี คุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ (รายละเอียดกรุณาอ่านเพิ่มเติมได้ในเรื่อง “โรคผิวหนังอักเสบจากสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ ”)

4.การติดเชื้อแทรกซ้อนในกลุ่มโรคภูมิแพ้ ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) พบว่าโรคในกลุ่มโรคภูมิแพ้ มักเป็นทำให้เกิดการเป็นๆหายๆของการติดเชื้อของผิวหนังและหู ซึ่งเชื้อที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อแทรกซ้อนได้แก่ แบคทีเรีย และยีสต์ ในรายที่มีปัญหาภูมิแพ้แล้วมีการติดเชื้อแทรกซ้อน ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) พบว่าอาการคันจะรุนแรงขึ้นในทุกๆราย ดังนั้นในการควบคุมอาการคัน ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) จำเป็นต้องรักษาการติดเชื้อแทรกซ้อนด้วยเสมอ (รายละเอียดกรุณาอ่านเพิ่มเติมได้ในเรื่อง “โรคติดเชื้อของผิวหนัง”)

เราสามารถรักษาโรคในกลุ่มโรคภูมิแพ้ให้หายขาดได้หรือไม่
โชคไม่ดีที่เทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีรักษาโรคภูมิแพ้ให้หายขาดได้ ไม่ว่าในคนหรือสัตว์ก็ตาม และโรคนี้เป็นตลอดชีวิต การรักษาในปัจจุบัน เราจะมุ่งเน้นไปที่การจำกัดอาการของโรค และทำให้คุณภาพชีวิตของเจ้าของสัตว์และตัวสัตว์ป่วยเองให้มี คุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ ซึ่งทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) จะมีการสร้างโปรแกรมการบำบัดรักษาให้เหมาะสมกับค่าใช้จ่าย และวิถีการดำเนินชีวิตในแต่ละราย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการควบคุมโรคกลุ่มนี้

เราสามารถรักษาอาการคันโดยไม่ต้องทำการทดสอบพิเศษต่างๆเลยได้หรือไม่
คำตอบคือได้ เราสามารถสามารถใช้ยา โดยเฉพาะยาในกลุ่มสเตียรอยด์ในการควบคุมอาการคันได้ อย่างไรก็ตามการที่ไม่ได้กำจัดต้นตอของสาเหตุของอาการคันออกไปก่อน เราพบว่าอาการคันจะกลับมาหลังหยุดยา และที่สำคัญการใช้ยาในกลุ่มสเตียรอยด์เป็นระยะเวลานานๆ มักก่อปัญหา และผลข้างเคียงที่รุนแรงจากการใช้ยาได้ ด้วยเหตุผลนี้ ทางคลินิกบ้านรักสัตว์ (ศูนย์โรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยง) ขอแนะนำว่าควรที่จะทำการทดสอบพิเศษเพื่อหาสาเหตุของปัญหา เพื่อกำจัดออกไป หรือถ้ากำจัดออกไปไม่ได้เรายังสามารถเลือกวิธีควบคุมปัญหาที่มีความปลอดภัยสูง และมีผลข้างเคียงต่ำได้

Monday, September 27, 2010

ผิวหนังอักเสบของแมวเหมียว หรือ แมว คันๆๆๆ( Feline dermatitis VS Felline pruritus)

ผิวหนังอักเสบของแมวเหมียว หรือ แมว คันๆๆๆ( Feline dermatitis VS Felline pruritus)
อาการคัน จากผิวหนังอักเสบในแมวเป็นหนึ่งในอาการที่พบได้บ่อยในแมวที่มีปัญหาโรคผิวหนัง ซึ่งเกือบทุกโรคจะแสดงรูปแบบภายนอกที่เห็นด้วยตาเปล่าคล้ายๆ จนเกือบจะเหมือนกัน แต่การดำเนินโรคต่างกันสิ้นเชิง การแสดงรูปแบบภายนอก จะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือมากกว่า หนึ่งอย่างดังนี้ ขนร่วง ที่เกิดจากการเลีย หรือเกา (Self-induced alopecia), มีสะเก็ดเม็ดเล็กๆขนาดประมาณครึ่งมิลลิเมตรกระจายอยู่ตามลำตัว (Miliary dermatitis), การเกิด eosinophilic granuloma complex เป็นต้น สาเหตุที่ทำให้เกิดผิวหนังอักเสบในแมวได้แก่

1. กลากแมว (Dermatophyte หรือ ringworm) เป็นการติดเชื้อที่ผิวหนังที่พบได้บ่อยที่สุดในแมว สามารถติดสู่คนได้
2. กลุ่มโรคภูมิแพ้ เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดว่าทำให้เกิดอาการคันในแมว โรคในกลุ่มนี้ได้แก่
+ การแพ้น้ำลายหมัด หรือชิ้นส่วนของตัวหมัด (Flea allergy)
+ การแพ้องค์ประกอบของแมลงต่างๆ (Insect hypersensitivity) เช่น ยุง ผีเสื้อราตรี ผึ้ง แมลงสาป เป็นต้น
+ ปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์จากอาหาร และการแพ้อาหาร (Adverse food reactions หรือ Food allergy)
+ การแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ (Atopy)
+ การแพ้สัมผัส (Contact hypersensitivity)
3. กลุ่มโรคขี้เรื้อน
+ ขี้เรื้อนรูขุมขน (Demodicosis)
+ หิดแมว
+ การติดไรCheyletiella mites หรือรังแคเดินได้
4. การติดเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial pyoderma)
5. กลุ่มโรค Pemphigus
6. ปฏิกิริยาจากยา (Drug reactions)
7. อาการคันจากผลข้างเคียงของมะเร็งบางชนิด (Paraneoplastic pruritus)
8. อาการขนร่วง จากสาเหตุทางจิตเวช (Psychogenic alopecia)
9. การติดเชื้อไวรัสบางชนิด